ท่ามกลางความเย็นยะเยือก เสียงแหบพร่าดุจมีดกรีดลำคอดังขึ้น
ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ ผมรู้สึกถึงอันตรายทันที
ผมดึงแส้กระดูกงูที่พกติดตัวไว้ที่เอวออกมา พร้อมกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
บรรยากาศที่ดูสงบเงียบก่อนหน้านี้ กลับมีลมเย็นยะเยือกพัดผ่านดัง “วู่วววว”
กิ่งไม้แห้งและหญ้าเหี่ยวไหวไปมาตามสายลม เกิดเสียง “ซู่ๆ” ราวกับกำลังสะท้อนถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามา
แต่เสียงเมื่อครู่กลับดังรอบทิศทางราวกับเสียงจากลำโพงหลายตัว ทำให้ไม่สามารถจับตำแหน่งที่มาของมันได้
“อาจารย์!” ผมเรียกเขาด้วยความระแวดระวัง
อาจารย์เป็นคนที่ติดบุหรี่มาก แต่ในสถานการณ์นี้แทนที่เขาจะเคร่งเครียด เขากลับหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างใจเย็น
“แชะ!” เปลวไฟจากไฟแช็กส่องสว่างขึ้นชั่วขณะ
เสียงของบุหรี่ที่มอดไหม้ดังชัดเจนในความเงียบงัน
ส่วนวิญญาณทั้งแปดตนที่ยืนนิ่งอยู่ก่อนหน้านี้ ยังคงไร้ปฏิกิริยาใดๆ พวกมันยืนเหม่อลอยราวกับคนไร้สติ
อาจารย์พ่นควันออกมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “อย่าตื่นตระหนกนัก ฟังให้ดีนะเสี่ยวเจียง ยิ่งนายหวาดกลัว จิตใจยิ่งสั่นคลอน ปราณต้นกำเนิดในร่างจะยิ่งอ่อนแอลง เปลวไฟในร่างจะยิ่งกะพริบไหว พวกสิ่งสกปรกเหล่านี้ก็จะมีอำนาจเหนือนายได้ง่ายขึ้น
“ที่พวกมันชอบหลอกหลอนไม่ใช่เพราะพวกมันสนุกหรอก แต่เพราะพวกมันเกรงกลัวเปลวไฟในร่างของพวกเรา และเกรงกลัวปราณต้นกำเนิดที่เรามีอยู่”
แม้อาจารย์จะพูดด้วยน้ำเสี