ยังปรโลก”
ทันทีที่ผมพูดจบ ทั้งรถเต็มไปด้วยเสียงโวยวาย
“อะไรนะ! สิบสองปี? หมอนี่บ้าไปแล้ว!”
“ไอ้บ้า!”
“ใช่แล้ว เขาต้องเป็นบ้าแน่ๆ!”
“ฉันเพิ่งขึ้นรถหลังเลิกเรียนเองนะ!”
“…”
เสียงโวยวายยังคงดังต่อเนื่อง
วิญญาณหนุ่มที่มีรอยสักชี้นิ้วมาที่ผม ก่อนตะโกนด่าทอ “ไอ้เวร! แกนั่งลงซะ อย่ามาก่อเรื่องให้คนขับเสียสมาธิ! ฉันยังต้องไปดูหนังกับแฟน ถ้าไปสายละก็ แกตายแน่!”
ผมมองดูเหล่าวิญญาณที่เต็มไปด้วยความสับสนและโมโห ไม่มีใครเชื่อคำพูดของผมเลยสักคนเดียว
ผมหยิบปึกกระดาษเงินกระดาษทองออกมาจากกระเป๋า แล้วชูขึ้นให้ทุกคนเห็น
“ทุกท่านดูนี่สิ มันคืออะไร”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้น
“ไอ้บ้านี่เอาเงินมาอวดหรือไง”
“ใช่ คิดว่ารวยแล้วจะทำอะไรก็ได้รึไง”
ผมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะโปรยกระดาษเงินกระดาษทอง
กระดาษปลิวว่อนทั่วห้องโดยสาร
หญิงชราผู้หนึ่งรีบคว้าใบหนึ่งขึ้นมาแล้วยัดใส่กระเป๋าของตัวเองอย่างแนบเนียน
ผมเห็นเข้าจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“คุณป้า มองให้ดีๆ ก่อนเก็บนะครับ ถ้าคุณอยากได้ รอให้ถึงท่าเรืออวี๋จุ่ยก่อน ผมจะให้คุณเพิ่มอีก”
หญิงชรากอดอกแน่น สีหน้าดูกระอักกระอ่วน
“ฉัน…ฉันไม่ได้เก็บอะไรทั้งนั้น!”
ขณะเดียวกันวิญญาณเด็กคนหนึ่งหยิบกระดาษขึ้นมาพิจารณา ก่อนเอ่ยขึ้น
“เอ๊ะ? ทำไมมันไม่ใช่เงินหยวนล่ะ มันเป็น…เงินกงเต๊ก?”
เพียงเท่านั้น หญิงสาวที่เป็นภรรยาของพี่เฉาก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาดู
เธอจ้องมันอยู่เพียงค