ายผมตึงเครียดขึ้นทันที ดวงตาจับจ้องไปที่ศาลหลักเมืองไม่กะพริบคืนนี้พระจันทร์สว่างมาก ศาลร้างตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าผมเห็นเงาดำคล้ายร่างมนุษย์เคลื่อนไหวอยู่ภายในผ่านประตูไม้ที่เปิดแง้มอยู่ที่นี่เป็นป่ารกร้าง ไม่มีบ้านคนอยู่ใกล้ๆ ดังนั้น ผมแน่ใจว่าเงานั่นไม่ใช่คนแน่ยิ่งไปกว่านั้น ผมเริ่มรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก ซึ่งผมคุ้นเคยดีทุกครั้งที่มีสิ่งชั่วร้ายปรากฏตัว จะมีไอเย็นแบบนี้เสมอ‘ให้ตายเถอะ ในศาลหลักเมืองคงไม่มีผีอยู่จริงๆ หรอกนะ?’ผมคิดในใจ พลางเพิ่มความระมัดระวัง มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับกระบี่กระดูกปลาแน่นอาจารย์สั่งไว้ว่าห้ามไปที่ไหนทั้งนั้น ดังนั้น ผมจึงยืนอยู่ที่หน้าประตูศาล หาที่กำบังหลบอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ได้เข้าไปใกล้ แต่ก็ไม่ได้ถอยหนีผมเคยเห็นผีมาแล้ว ขอแค่ไม่ใช่ผีอาฆาต ตราบใดที่ไม่ไปกวนพวกมัน พวกมันก็มักจะไม่มายุ่งกับผมผมยืนซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ รอคอยอาจารย์เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที บรรยากาศยิ่งเย็นลงศาลร้างที่เคยมืดสนิท จู่ๆ ก็มีเปลวไฟลุกขึ้นจากด้านในแสงไฟทำให้เงาที่เคยเลือนรางชัดเจนขึ้นจากมุมนี้ ผมเห็นเหมือนมีคนสองสามคนนั่งล้อมวงอยู่รอบกองไฟแต่ยิ่งมอง ผมก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติไฟในศาลหลักเมืองสว่าง แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกผมซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ พยายามไม่ขยับตัว ไม่ส่งเสียงแต่บรรยากาศกลับเย็นลงเรื่อยๆ ลมเย็นพัดกรูเข้ามาทำให้ขนลุกไปทั้งตัว ร่างกายเริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัวนี่