งอวี๋ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “เราไม่อาจพลาดในขั้นสุดท้ายนี้ได้ เดี๋ยวฟ้าก็จะสว่างแล้ว เราจุดไฟสักกองก่อน เผื่อถ่วงเวลาได้อีกสักหน่อย”
พูดจบ ลุงอวี๋ก็วิ่งไปที่เพิงกันแดดซึ่งวางของจุกจิกเอาไว้ มีทั้งกระดาษลังและขวดพลาสติกวางรวมกันอยู่
ลุงอวี๋หยิบไฟแช็กออกมาแล้วจุดไฟที่กระดาษลัง “แช็กๆๆ”
ผมช่วยเขาอีกแรงด้วยการถอดไม้ไผ่ที่ทำเป็นค้างผักออกมาใช้เป็นเชื้อเพลิง
ไม่นานนักกองไฟก็ก่อตัวขึ้น เปลวไฟส่งเสียง “ฟึบ” ผมกับลุงอวี๋ถือขวดพลาสติกที่กำลังลุกไหม้ มือเราสองข้างเปื้อนเขม่าดำ
ตรงหน้าของเราคือกองไฟที่ลุกโชน ส่องแสงจนร่างกายเราสองคนแดงเรื่อ แต่กลิ่นเหม็นคาวปลาก็ยังยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ลุงอวี๋พูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองกองไฟ “รอให้ฟ้าสางก่อน เราก็จะปลอดภัย ไอ้เวรนั่นมันเป็นผีจมน้ำ น้ำกับไฟไม่ถูกกัน ไฟกองนี้ต้องไม่ดับ นี่คือความหวังสุดท้ายของเรา”
ลุงอวี๋เตือนผมด้วยเสียงหนักแน่น ผมพยักหน้าแล้วหยิบไม้ไผ่ใส่ลงไปในกองไฟเพิ่มอีกสองสามท่อน
ทันใดนั้น ลมเย็นยะเยือกก็พัดมา กลิ่นคาวปลาที่เหม็นจนชวนอาเจียนโชยตามมาด้วย
ไม่นานเราสองคนก็เห็นร่างเปียกโชกของใครบางคนเดินออกมาจากประตูดาดฟ้า
ไม่ใช่ใครอื่นเลย ม