นั้นเขาก็รีบเร่งฝีเท้าลงบันไดไปทันที
จิ่งเป่ยเฉินอุ้มเธอเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขาเองโดยไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเผยสีหน้าเย็นชาออกมา เธอเองก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยคำพูดใด แต่จะให้เธอพูดอะไรกัน?
ตอนที่เธอเป็นอันอีหาน เธอก็ปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่อันโหรว แล้วตอนนี้เธอเป็นอันโหรว เธอก็คงต้องปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่อันอีหานแน่ ๆ! คงไม่ใช่ว่าจะถูกจับได้เพราะแบบนี้หรอกนะ
ดังนั้นตอนที่จิ่งเป่ยเฉินวางเธอลงไปบนเตียงใหญ่ เธอจึงไม่ได้เอ่ยปากเป็นคนแรก ก่อนจะพูดว่า “ไม่ได้พบกันนานเลยนะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง? ดูน่าจะดูดีอยู่ใช่ไหม”
จิ่งเป่ยเฉินนั่งลงข้างเตียง ก่อนจะกุมเท้าซ้ายที่หลุดออกจากตำแหน่งของเธอ และเงยหน้าไปมองที่ใบหน้าที่ทั้งกลางวันและกลางคืนก็คอยคิดถึงมาตลอดห้าปี ก่อนจะยิ้มเยาะและพูดว่า “ต้องไม่นานสิ ก็แค่สี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง”
“สี่ชั่วโมงอะไรกัน? พวกเราไม่ได้พบกันตั้งห้าปีแล้วไม่ใช่เหรอ?” อันโหรวพยายามประคับประคองความคิดที่จะไม่ยอมรับและปฏิเสธจนจบ
“ฉันไม่เคยคิดเลยนะว่าเธอจะดื้อขนาดนี้ ถึงตอนนี้ยังจะแกล้งทำต่อไปอีก!” เขาเช็ดฝุ่นออกจากเท้าของเธออย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อย ๆ ลูบข้อเท้าของเธออย่างแผ่วเบา “ทนหน่อยนะ”
“อือ….อืออ……” เธอจ้องมองชายที่อยู่ตรงหน้า เขาคนนี้จะเคลื่อนไหวเร็วเกินไปแล้ว
เธอทำได้แค่พยักหน้า ก่อนที่วินาทีต่อมาจะค่อย ๆ รู้สึกดีขึ้น
“เจ็บมากเหรอ?” จิ่งเป่ยเฉินมองไปที่ใบหน้าของเธอ ก่อนจะขยับตัวไปต