ุณอีก” จิ่งเป่ยเฉินเดินเข้ามาหา เมื่อได้ยินคำพูดของเหลียวเว่ย สีหน้าของเขาก็มืดมนทันที ก่อนจะเผยกลิ่นอายที่ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ มันดูเย็นชาราวกับลมฤดูหนาวที่พัดผ่าน
อันโหรวมองจิ่งเป่ยเฉินที่กำลังเดินเข้ามาหา สิ่งที่เขาพูดเหมือนว่าเป็นฉากซ้ำ เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา รู้สึกอยากจะเข้าไปกอดเขาไว้
และเธอเองก็ยังไม่เอ่ยความจริงออกไป จิ่งเป่ยเฉินเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่ข้างตัวเธอ ก่อนจะโอบไปที่เอวของเธอ ทว่าการเคลื่อนไหวของมือนั้นกลับดูนุ่มนวลและอ่อนโยนเป็นอย่างมาก
เพียงแต่ว่าเสื้อเชิ้ตของเธอนั้นบางอยู่แล้ว จึงสามารถสัมผัสได้ถึงมืออุ่น ๆ ที่จับเข้าไปที่เอวอย่างช้า ๆ
“คำพูดของประธานจิ่งดูเหมือนออกจะเกินไปหน่อยนะคะ” เหลียวเว่ยบังคับให้ตัวเองประคองสติไว้ แต่สายตาของเธอนั้นกลับยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกแปลก
“หึ” จิ่งเป่ยเฉินแค่นเสียงที่เย็นชาออกมา แววตาที่มองเธอนั้นดูเฉยเมยมากขึ้นเรื่อย ๆ “เหมือนคำพูดจะผิดไปจริง ๆ คุณไม่สมควรเป็นรองเท้าของเธอด้วยซ้ำไป”
อันโหรวอยากจะเงยหน้าขึ้นไปเอ่ยถามบิ๊กบอสของเธอรู้ใช่ไหมว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นใคร?
เขามีสภาวะจดจำใบหน้าไม่ได้ไม่ใช่เหรอ? ก็ไม่น่าจะรู้สิว่าเป็นใคร เล่นพูดกับผู้หญิงตามสบายแบบนี้ดูเหมือนปฏิบัติกับเขาอย่างไร้ค่าเลย
เพียงแต่ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าของเธอเริ่มมีความกังวลมากขึ้น ไม่กล้าที่จะแสดงออกมากไปกว่านี้ มันก็เลยทำให้เธอรู้สึกดีใจ
ความจริงแม้ว่า