ร้ายแรงหรือเปล่า?”
เธอนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่ตอนที่เข้าไป ผ้าพันแผลของจิ่งเป่ยเฉินถูกเอาออกแล้ว ดูท่าไม่น่าจะร้ายแรง!
“ผู้จัดการฉีควรเข้าไปดูด้วยตัวเองนะคะ ถามเอาได้เลยว่าประธานจิ่งมีตรงไหนไม่สบายอีกบ้าง เมื่อวานคุณนายจิ่งโทรมาบอกให้เขาไปที่โรงพยาบาล โดยกำชับเป็นพิเศษอีกต่างหาก อาการบาดเจ็บของประธานจิ่งก็เพิ่งจะเป็นวันนี้ ดูท่าฉันคิดว่าเขาน่าจะมีอะไรปิดบังอยู่ แต่พอฉันถามไปก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา งานหนักขนาดนี้คงต้องฝากคุณแล้ว!” เธอพูดจบก็เดินจากไป
งานเช้านี่ยังไม่ทันได้ทำ ถ้าหากไม่ทำละก็ ช่วงบ่ายคงได้ยุ่งมากแน่ ๆ
พอฉีเซิงเทียนเปิดประตูห้องทำงานเข้าไปก็เห็นสีหน้าที่สงบของจิ่งเป่ยเฉินเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
เขาเหลือบมองไปยังแขนของจิ่งเป่ยเฉิน ก่อนจะพูดว่า “พี่เฉินนี่ก็ร้ายกาจนะ พูดซะเกินจริง แถมยังพูดเกินไปมากอีกต่างหาก”
“ออกไปซะ!” จิ่งเป่ยเฉินไม่แม้แต่จะเหลือบมองคนที่เพิ่งเข้ามา
“อย่าโกรธกันเลย ยิ่งโกรธหน้าจะยิ่งเหี่ยวย่นนะ” ฉีเซิงเทียนนั่งลงตรงหน้าเขาและถามอย่างอดใจรอไว้ไม่ได้ “ผลเป็นยังไงบ้าง?”
“ผลดีมากเลย รู้สึกว่าเร็ว ๆ นี้นายคงต้องไปที่แอฟริกาคนเดียวสักหน่อยแล้ว ตอนนี้กลับบ้านไปเก็บข้าวของและคืนนี้ก็ไปได้เลย” จิ่งเป่ยเฉินพูดเสียงเบา มือขวาหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา ไม่สนใจคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่กำลังมองมาอย่างจริงจัง
“ฉันผิดไปแล้ว ประธานจิ่งฉันผิดไปแล้ว” ฉีเซิงเทียนยื่นแขนออกไป