แล้วหรือยังไง?“ดีมาก” จิ่งเป่ยเฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย เขาค่อย ๆ จิบไวน์แดงที่อยู่ในมือของเขาอย่างละเมียดละไมน้อยคนนักที่กล้าทำแบบนี้ มีแค่ผู้หญิงคนนี้เท่านั้นที่กล้าได้ขนาดนี้!อันอีหาน อันโหรว……ดีมากงั้นเหรอ? เขาถูกปฏิเสธแต่กลับบอกว่าดีงั้นเหรอ? ฉีเซิงเทียนขมวดคิ้วและเริ่มงงขึ้นเรื่อยๆเขาอดไม่ได้ที่จะเดินก้าวเข้าไปหาจิ่งเป่ยเฉิน พลางเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของเขา ก่อนจะแตะไปที่หน้าผากของตัวเอง “ไม่มีไข้นี่นา!”จิ่งเป่ยเฉินมองไปที่เขาและวางแก้วไวน์ในมือลง “นายจะไปไหนก็ไป”“ไปเลยเหรอ?” ฉีเซิงเทียนเบิกดวงตากว้างมองเขา “ล้อกันเล่นหรือเปล่า แค่ผู้หญิงคนนั้นไม่มา นายก็ไม่ดื่มเป็นเพื่อนฉันเลยงั้นเหรอ!”“ฉันช่วยเรียกหมินลี่ให้”ฉีเซิงเทียนมองจิ่งเป่ยเฉินเดินจากไป ก่อนจะบ่นพึมพำเบา ๆ “เห็นแฟนดีกว่าเพื่อน!”วันต่อมา ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศก็ดี อารมณ์ก็ดีแต่หลินจื่อเซี๋ยวที่ขับรถอยู่นั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อรู้ว่ากำลังไปยังลานประหาร เธอเก็บความหวังดีของอันโหรวไว้ในส่วนลึกของหัวใจ“หลินจื่อเซี๋ยวสดใสหน่อย เชื่อฉันสิ จิ่งเป่ยเฉินเขาเมา จำอะไรไม่ได้หรอก โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาก็เป็นฉีเซิงเทียน ไม่ใช่จิ่งเป่ยเฉินสักหน่อย ไม่เป็นไรหรอก” อันโหรวใช้สายตาปลอบเธอ พลางตบไปที่ไหล่ของเธอเพื่อให้เธอผ่อนคลาย“โหรวโหรว เธอพูดได้ดีนี่ เธอไม่ต้องอยู่ชั้นสิบห้าแบบฉันนี่นา” เธอรวบรวมจิตวิญญาณความฮึกเหิมทั้งห