ยังคงเป็นเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงในจุดนั้นอยู่ดี
“ให้ทำที่นี่? แล้วลูกสาวของฉันจะทำยังไง? อย่างน้อยฉันก็ต้องพาลูกไปนอนก่อนนะ” อันโหรวเอ่ยอย่างไม่สนใจ พลางจับมือของลูกสาวเพื่อเดินออกไปที่ประตู
แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อันหน่วนก็พลันเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมา “แม่จ๋า แม่อยู่ที่นี่เถอะ น้าจือเซี๋ยวก็อยู่ข้างล่าง แม่โทรบอกคุณน้าก็ได้ค่ะ ให้มารับหนูก็พอ”
เมื่ออันโหรวได้ยินสิ่งที่ลูกสาวตัวน้อยเอ่ย ก็รู้สึกราวกับถูกกำแพงนั้นพุ่งชนใส่ ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ลูกสาวตัวน้อยยังคิดแทงข้างหลังอีกเหรอ?
“หนูรู้งั้นเหรอว่าน้าจือเซี๋ยวเป็นใคร?” จิ่งเป่ยเฉินเอ่ยถามอันหน่วน
“น้าหลินจือเซี๋ยวเป็นเพื่อนของแม่จ๋าค่ะ” อันหน่วนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“เลขาหลิน?” จิ่งเป่ยเฉินมองไปที่อันโหรว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เขาจะโทรหาหลินจือเซี๋ยวให้มารับอันหน่วนไปอย่างนั้นเหรอ?
ขณะที่กำลังรู้สึกประหม่า เธอก็รีบเข้าไปคว้าโทรศัพท์ของเขาทันที และขณะที่กำลังจะฉกโทรศัพท์ของเขามานั้น
จิ่งเป่ยเฉินก็ได้ยกโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นและได้โทรไปยังเบอร์ของเลขาหลิน อีกทั้งยังเอามือข้างซ้ายโอบอุ้มไปยังเอวของอันโหรว พลางใช้แรงกดเอาไว้เบา ๆ เพื่อไม่ให้เธอดิ้นไปมาได้
จากมุมมองของอันหน่วนนั้น เหมือนว่าตอนนี้คุณลุงคนนี้กำลังกอดแม่จ๋าไว้ในอ้อมแขนโดยไม่ยอมปล่อย
“คุณปล่อยฉันนะ!” อันโหรวตะโกนออกไปโดยไม่สนใจลูกสาวที่อยู่ข้างกายเธอเลยสักนิด
บังเอิญเสียจริง ๆ ที