ั่วทุกมุมด้านหลังเขาเต็มไปด้วยดอกอวี้หลาน กระทั่งเรือนไม้หลังน้อยยังห้อมล้อมไปด้วยดอกอวี้หลานเผยถึงความวิจิตรงดงามอย่างชัดเจน
ถังอวี้เดินมาหน้าเรือนไม้ นางหยุดฝีเท้าลง เก็บแววตาอำมหิต เผยรอยยิ้มไร้เดียงสาพิมพ์ใจ นางยิ้มแย้มเดินเข้าไปด้านใน
“น้าหรง ข้ามาเยี่ยมท่านแล้ว”
สตรีนางหนึ่งนั่งสงบนิ่งตรงหน้าต่าง นิ้วนางเรียวยาวราวสลัก สวมอาภรณ์ยาวสีเหลืองอ่อน สูงสง่าใจกว้าง เรือนร่าอรชรอ้อนแอ้น
นางหลุบตาลงเล็กน้อย ขนตาเรียงเป็นแพยาว ปลายนิ้วเย็นเยียบสัมผัสเอี๊ยมในมืออย่างอ่อนโยน เป็นภาพที่สงบงดงามราวกับภาพวาดแห่งยุค
มีเพียงยามนี้เท่านั้นที่ดวงตาของนางจะมีความอ่อนโยนไม่เสื่อมคลาย
และก็มีเพียงเวลานี้เท่านั้นที่นางจะสงบเสงี่ยมราวหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน
แต่ถังอวี้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง สตรีนางนี้เป็นคนเสียสติตั้งแต่หัวจรดเท้า!
“ชู่!” หรงเยียนเงยหน้าขึ้น แววตาอ่อนโยน มุมปากยกยิ้ม เอ่ยเสียงเบาคล้ายกลัวว่าจะทำให้อะไรบางอย่างตื่นขึ้น “อย่าพูด เจ้าดูสิ ลูกข้ากำลังหลับอยู่ เจ้าอย่าส่งเสียงดังทำเขาตื่นเชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะโกรธแล้ว”
ถังอวี้กลืนคำพูดไว้ในคอ กำหมัดแน่น
เจ้าคนเสียสติ!
ลูกอะไรกัน นั่นก็แค่เอี๊ยมเท่านั้น! เจ้าคนเสียสตินี่อาศัยอยู่ตระกูลถังมาสิบปีแล้ว นางอยู่กับอีกฝ่ายมาสิบปีแล้วเช่นกัน ผลก็คือตัวนางไม่สามารถแทนที่ลูกในใจของอีกฝ่ายได้
สตรีผู้นี้มีหัวจิตหัวใจหรือไม่
“จริงสิ ลูกข้าเล่า ลูกข้าไปไ