ทั่วทั้งแคว้นหลิวอวิ๋น นอกจากฮ่องเต้บิดาของนางแล้ว ไม่มีใครที่ไม่อยากให้นางรีบๆ ตายไปเสีย หากนางตายขึ้นมาจริงๆ เป็นไปได้ว่าทั่วทั้งแคว้นจะพากันเฉลิมฉลอง
“เฟิงหรูชิง เจ้าทำตัวถึงขั้นนี้ได้ ไม่รู้ว่าข้าควรด่าเจ้าหรือควรสงสารเจ้าดี” เฟิงหรูชิงส่ายหน้าด้วยความรู้สึกจนใจ “แต่อย่างไรข้าก็อาศัยอยู่ในร่างของเจ้า ทำให้ข้าได้มีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง ดังนั้นข้าจะไม่ให้ผู้คนพูดถึงเจ้าในทางเสียๆ หายๆ และข้าจะไม่ยอมให้เสด็จพ่อของเจ้าต้องลำบากใจอีก”
นี่…ถือเป็นค่าตอบแทนสำหรับการใช้ร่างของนาง
…
เสียงขลุ่ยสูงต่ำดังกังวาลแว่วมาไม่ไกล ทำให้เฟิงหรูชิงหยุดคิดได้ในชั่วขณะ
นางเงยหน้าขึ้นดูถึงรู้ว่า ตนเดินเข้ามายังป่าไผ่แล้วโดยไม่รู้ตัว
เสียงขลุ่ยดังมาจากป่าไผ่ลึก เสียงใสไพเราะมีเสียงสูงต่ำสอดประสาน ราวกับสายลมเอื่อยที่พัดพลิ้วอยู่ในป่าไผ่นั้น
เฟิงหรูชิงก้าวเดินไปอย่างช้าๆ กายของนางอ้วนและหนัก เมื่อย่ำไปบนพื้นดินจึงเกิดเป็นเสียงดังกรอบแกรบขึ้นมา แต่เสียงขลุ่ยนั้นก็หาได้หยุดลงไม่ ตรงกันข้ามเสียงยิ่งฟังดูไพเราะกว่าเดิม
ในป่าไผ่ลึก ชายผู้หนึ่งถือขลุ่ยอยู่ในมือ ยืนอยู่ท่ามกลางสายลมโชยเอื่อย สวมชุดขาวเหมือนในภาพวาด ราวกับเทพจุติจากสวรรค์ เมื่อเปรียบกับป่าไผ่ที่ดูงดงามและบริสุทธิ์ เขายิ่งเหมือนกับแสงจันทร์ที่เยือกเย็น เมื่อมองเข้าไปถึงนัยน์ตา ก็ละลายไปทั้งหัวใจ ไม่อาจสลัดภาพนั้นทิ้งได้