ักษ์สุสานก็ไม่ทราบความลับที่อยู่ในตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้หรือ?
ตู้ม!
เสียงดังสนั่นมาจากสนามประลองค่ายกลต้องห้าม ดึงดูดความสนใจของทุกคนไปในทันที
กลับเห็นไป๋เสวียนอีถูกปราบลงในชั่วขณะนี้
เจตจำนงดาบทั้งร่างถูกกดข่มอย่างสิ้นเชิง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น อาภรณ์สีขาวถูกย้อมเป็นสีโลหิต
เบื้องหน้าของเขาลูเยี่ยในอาภรณ์สีดำยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น บนร่างของเขาปรากฏมหาวิถีสีเขียว เจตจำนงดาบ ลอยละล่องสูงส่งและลึกลับยากหยั่งถึง
เมื่อเปรียบเทียบกัน ผลแพ้ชนะแจ้งชัดอย่างยิ่ง!
ทุกคนต่างตกตะลึงจนนิ่งค้างไปไม่อาจปริปากเอ่ยคำใดออกมาได้
ไป๋เสวียนอีพ่ายแพ้แล้ว!
จวบจนถึงวินาทีสุดท้ายก็ไม่มีปาฏิหาริย์การพลิกผันเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย!
และลูเยี่ยผู้แข็งแกร่งจนกระทั่งวินาทีที่ได้รับชัยชนะเขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่รอยขีดข่วนเดียว!
บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลม ผู้คนนอกสนามประลองต่างพูดอะไรไม่ออกเหม่อลอยอยู่เป็นเวลานาน
ในสนามประลองลูเยี่ยกล่าวว่า “ยังสู้ไหวหรือไม่?”
น้ำเสียงของเขายังคงเจือด้วยความรู้สึกอยากจะสู้ต่อไป
เพราะจนกระทั่งขณะนี้เขาเพิ่งจะตื่นจากภาวะตระหนักรู้อัน ‘ลืมเลือนตนเอง’ นั้นได้
และเพิ่งจะได้ตระหนักว่าในชั่วเวลาที่ไม่รู้ตัวนั้นไป๋เสวียนอีได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใด!
ไป๋เสวียนอีค่อยๆพยุงกายยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าแพ้แล้ว ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ต่อ”
แววตาของเขาสงบนิ่งไม่อาจมองเห็นความโศกเศร้าหรือ