ากประลองกันในขอบเขตแก่นทองคำ เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าท่านใต้เท้าของข้าสามารถต่อยเจ้าจนขี้ไก่แตกได้ด้วยเพียงหมัดเดียว?”
“ฮาๆ โอ๊ะ ช่างเก่งกาจเหลือเกิน ข้าล่ะกลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว”
ไก่ห้าสีหัวเราะอย่างสนุกสนานมากขึ้น
ลูเยียเลิกคิ้วขึ้น เจ้าไก่ตัวนี้ช่างน่าโดนทุบเสียจริง แต่ไม่รู้ว่าถ้าเอาไปตุ๋นเป็นซุปรสชาติจะดีเพียงใด
พยัคฆ์ขาวที่แบกดาบสีเลือดเอาไว้ก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “ระวัง! ผู้นี้เป็นผู้ฝึกดาบ เจตจำนงดาบในตัวเขาแปลกประหลาดอย่างยิ่ง! พวกท่านอย่าได้ดูแคลนเขาเชียว”
สิ้นเสียง สายตาของสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นที่มองมาที่ลูเยียก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน พวกมันมองด้วยความประหลาดใจและความอยากรู้อยากเห็น พยัคฆ์ขาวตนนั้นมีนิสัยทรนงตนอย่างยิ่ง น้อยครั้งนักที่มันจะเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน และการที่พยัคฆ์ขาวยอมวิจารณ์ว่า ‘เจตจำนงดาบช่างประหลาดนัก’ ยิ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง!
สิ่งนี้กระตุ้นให้เหล่าสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวเริ่มให้ความสำคัญขึ้นมาทันที!
“ในเมื่อเป็นผู้พิทักษ์สุสานจัดเตรียมมา จะเป็นคนธรรมดาสามัญได้อย่างไร?”
งูยักษ์สีเขียวที่มีเขาสีเงินบนหัวเอ่ยขึ้น เสียงของนางเป็นสตรีที่ไพเราะนุ่มนวลและเย้ายวนใจยิ่งนัก
“เลิกพูดจาไร้สาระเสียที ในเมื่อคนมาถึงแล้วก็เริ่มกันเถิด!”
ในกลุ่มเมฆปักษาดุร้ายสีทองเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน แสดงออกถึงความรำคาญใจอย่างชัดเจน
สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นต่างหันไ