ังสัมผัสได้ว่าขันทีเฝิงก็ได้ลงมือแล้ว!
โดยไม่ต้องคิดเลยเมิ่งเสวียนก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่บุกเข้าไปในวังหลวงผู้นั้นมีวิธีรับมือกับค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยเป็นแน่!
“จะเป็นใครกันแน่? หรือว่าจะเป็นบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์จากสำนักกระบี่เกาสวรรค์?”
เมิ่งเสวียนกำลังครุ่นคิด
ยามนั้นมีผู้ใต้บังคับบัญชารีบมารายงาน “ท่านมหาเสนาบดีเรื่องได้ตรวจสอบแล้วที่จวนของเว่ยอวี่ซิวไม่มีศัตรูที่น่าสงสัย”
“ทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้กลับทำให้ผู้น้อยได้รู้ว่าลูเยียไม่ได้ตาย! และตอนนี้เขาได้บุกเข้าวังหลวงแล้ว!”
ก่อนหน้านี้เชียงปอฉวีได้ออกคำสั่งให้ระดมกำลังจากกรมโหรหลวง กรมปราบปีศาจและกรมตรวจการเสวียนจิงให้ออกปฏิบัติการรวมกัน
ด้วยเหตุนี้จึงได้รู้ความจริงเรื่องนี้และรีบมารายงาน
“ลูเยียอย่างนั้นหรือ!?”
เมิ่งเสวียนสั่นสะท้านในใจแสดงอาการผิดปกติอย่างที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นเนินนานกว่าเขาจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ
“คราวนี้เขาได้กลายเป็นขุนนางกบฏต่อแผ่นดินอย่างแท้จริงเสียแล้ว…”
วันนั้นบนหอสังเกตการณ์ฟ้าเชียงปอฉวีเคยประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าจะตราหน้าลูเยียว่าเป็น ‘ผู้ทรยศ’ ‘ผู้ก่อการกบฏ’
ยามนั้นเมิ่งเสวียนรู้สึกรังเกียจคำกล่าวเหล่านั้นยิ่งนัก
แต่ยามนี้เมิ่งเสวียนตระหนักได้ว่าเพียงแค่การที่ลูเยียบุกวังหลวงในคืนนี้เขาก็คือ ‘โจรก่อกบฏ’ โดยชอบธรรมแล้ว!
“ท่านใต้เท้า พวกเราควรทำอย่างไรต่อไปขอรับ”
ผู้ใต้บังคับบัญชาเอ่ยถาม
เม