บไม่ใช่ว่าใครก็สามารถไขความลับภายในได้”
“ท่านยายยังกำชับอีกว่าให้ข้าอย่าได้สอดรู้เรื่องพวกนี้ให้มากนักเมื่อใดหากพัวพันกับเหตุปัจจัยเหล่านี้ย่อมจะกลายเป็นเคราะห์ไม่ใช่โชค”
ทุกคนต่างตกตะลึง
สีหน้าของบรรพชนหลิงเจินเปลี่ยนไปหลายครั้งถอนหายใจพลางกล่าวว่า “เมื่อผู้พิทักษ์สุสานผู้อาวุโสกล่าวเช่นนี้ย่อมหมายความว่าสมบัติล้ำค่าประเภทนี้ช่างอาถรรพณ์เกินไปเป็นเคราะห์ไม่ใช่โชค”
เขารีบประสานมือกล่าวต่อลูเยีย “เมื่อครู่เป็นผู้เฒ่าประมาทเกินไปเพื่อไม่ให้เกิดเหตุอันไม่คาดฝันขึ้นขอท่านใต้เท้าลูอย่าได้พิจารณาความลับของภาพนี้อีกเลย”
เห็นได้ชัดว่าคำกำชับของผู้พิทักษ์สุสานทำให้บรรพชนหลิงเจินไม่อาจไม่ให้ความสำคัญไม่กล้าขอให้ลูเยียพิจารณาภาพนี้อีกต่อไป
“ให้ข้าอีกสักครู่เถิด” ผังดาบเกาคุมขังแทบไม่เคยเกิดความผิดปกติใดๆ
แต่บัดนี้กลับมีปฏิกิริยาเพียงเพราะภาพวาดเพียงหนึ่งม้วนย่อมทำให้ลูเยียไม่อาจไม่ใส่ใจได้แล้ว
นี่มัน…
บรรพชนหลิงเจินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
อาจุ๊กล่าวว่า “กังวลอันใดกันเจ้าคงไม่คิดว่าท่านใต้เท้าของบ้านข้าจะประสบเคราะห์กรรมใช่หรือไม่?”
บรรพชนหลิงเจินยิ้มอย่างขมขื่น “ผู้เฒ่าไหนเลยจะกล้า!”
ลูเยียก้มหน้าจ้องมองม้วนภาพแล้วโคจรพลังบำเพ็ญปลายนิ้วขวาของเขาแล้วแตะลงบนภาพราวกับเป็นปลายพู่กัน
ทันใดนั้นแสงสีเลือดที่เหมือนกับสิ่งต้องห้ามก็ปรากฏขึ้นในภาพอีกครั้ง
เกือบจะในเวลาเดียวกันผังดาบเกาคุมขังในฝ่ามือของลูเยี