“ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อตัวเขาเอง หวังว่าวันหน้าเขาจะสร้างชื่อเสียงให้สำนักและรับหน้าที่สำคัญในอนาคต”
บรรพชนซิงหลินกล่าวเรียบ ๆ “ด้วยสถานะของข้า ไม่มีความจำเป็นต้องไปกลั่นแกล้งเด็กรุ่นหลังอย่างเขาโดยเจตนา”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ครานี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของศิษย์พี่เหวินอวิ๋น ลู่เยี่ยในฐานะศิษย์ของสำนัก ในเมื่อมีหนทางช่วยเหลือ ย่อมต้องก้าวออกมารับผิดชอบ!”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เวินซิ่วเจวี๋ยก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ในใจและเลือกที่จะนิ่งเงียบ
เพียงครึ่งชั่วยามให้หลัง
ลู่เยี่ยกลับมายังตำหนักใหญ่ของสำนัก และออกเดินทางไปพร้อมกับบรรพชนซิงหลิน
ก่อนออกเดินทาง เวินซิ่วเจวี๋ยส่งเสียงกระแสจิตเอ่ยกำชับว่า “บรรพชนซิงหลินมีนิสัยดุดัน พูดจาตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงใจผู้ใด อีกทั้งยังห่วงความปลอดภัยของบรรพชนเหวินอวิ๋นมากเกินไป ถึงได้เร่งให้ไปในวันนี้ เจ้า…อย่าได้ถือสาเลย”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางพยักหน้า ส่งเสียงกระแสจิตตอบกลับว่า “ท่านเจ้าสำนักวางใจเถิด ข้ารู้ดี”
……
“ในความเห็นของข้า ความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์หาใช่เรื่องดีเสมอไป”