บนเรือสมบัติลำหนึ่งที่ลอยอยู่ใต้ท้องฟ้า บรรพชนซิงหลินนั่งอย่างสง่าผ่าเผย กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“บางทีเจ้าอาจจะคิดอยู่ในใจว่า ข้ามีท่าทีไม่ดีต่อเจ้า หรือให้เกียรติเจ้าไม่พอ แต่นั่นล้วนไม่สำคัญ”
ลู่เยี่ยยืนอยู่ด้านข้าง นิ่งเงียบไม่ปริปาก แสดงท่าทีประหนึ่งกำลังรับฟังคำสั่งสอนอย่างตั้งใจ
แม้จะเป็นเช่นนั้น บรรพชนซิงหลินก็หาได้เกรงใจไม่ วาจาของเขายังคงทิ่มแทงคมกริบ “เจ้าเพียงแต่ต้องเข้าใจว่า ยามนี้สิ่งที่เจ้าต้องการคือการตกผลึกและเคี่ยวกรำขัดเกลาจิตใจ เพื่อไม่ให้ตัวเจ้าหลงระเริงจนเกินไป!”
ลู่เยี่ยถอนหายใจเบา ๆ อยากจะเอ่ยถามเหลือเกินว่าท่านผู้เฒ่ามองเห็นตรงที่ใดว่าข้ากำลังหลงระเริง?
แต่สุดท้าย เขาก็อดกลั้นเอาไว้
คนสูงวัยนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับคนรุ่นหลังมักจะชอบวางโตเอาประสบการณ์ข่มเป็นธรรมดา ขอเพียงใจเขาไม่ได้คิดร้ายก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ลู่เยี่ยได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนี้
“จดจำใส่ใจไว้หรือไม่?”
บรรพชนซิงหลินถาม
ลู่เยี่ยพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ศิษย์ไม่บังอาจลืมเลือน”
“ครานี้ข้าจะไม่ให้เจ้าช่วยเปล่า ๆ”