ี่ยถามว่า “อีกเรื่อง อวินเปยเฉินมายังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ครั้งนี้เพื่อพาชิงหลีไปฝึกฝนที่โลกเบื้องบน เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?”
ลู่เยี่ยตอบว่า “หากชิงหลีเต็มใจไปก็ให้ไปเถิด ตราบใดที่เป็นการเลือกของนาง ข้าก็ล้วนสนับสนุนทั้งสิ้น”
เวินชิวเจวี่ยอดแปลกใจไม่ได้ นางนึกว่าลู่เยี่ยจะรู้สึกหดหูและอาลัยอาวรณ์กับเรื่องนี้
“เจ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่า หากชิงหลีขึ้นไปยังโลกเบื้องบน เรื่องแต่งงานระหว่างเจ้ากับนางจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา?”
เวินชิวเจวี่ยกล่าวอย่างอ้อมค้อมมาก
แต่ลู่เยี่ยจะไม่ได้รับยินความหมายแฝงในคำพูดนั้นได้อย่างไร
เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านเจ้าสำนักกังวลมากเกินไปแล้ว เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้หรอก”
“เจ้าแน่ใจหรือ?”
เวินชิวเจวี่ยกะพริบดวงตาหงส์ที่งดงามอย่างช้า ๆ เจ้าหนุ่มคนนี้ช่างมั่นใจเสียจริง
ลู่เยี่ยกล่าว “ตราบใดที่ชิงหลีไม่เปลี่ยนใจ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลที่อยู่เบื้องหลังนาง หรือใครก็ตาม ก็ไม่มีทางแยกเราออกจากกันได้”
ดวงตาและคิ้วของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เวินชิวเจวี่ยรวบปอยผมยาวสีขาวดุจหิมะที่ตกลงมาข้างหู ยิ้มพลางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะตั้งตารอ”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางย้อนถาม “กล่าวเช่นนี้ หมายความว่าเจ้าสำนักยอมรับแล้วว่าข้าคู่ควรกับชิงหลีใช่หรือไม่?”
เวินชิวเจวี่ยกลอกดวงตา แววตาแฝงความขี้เล่น “การที่ข้ายอมรับก็ไม่มีประโยชน์อันใด เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าในสำนักกระ