างเห็นได้ชัด คงไม่คิดว่าลู่เยี่ยจะหลบหลีกเคราะห์ร้ายครั้งนี้ได้
ระหว่างที่สนทนากัน ทั้งสองคนก็เดินมาถึงยอดเขาเวยหราน
บนท้องฟ้า แสงดาวสาดส่องประกายระยิบระยับ เมฆหมอกลอยเวียนไปมา
เมื่อยืนอยู่บนยอดเขา ทัศนียภาพก็กว้างขวางขึ้นในทันที
‘เรือนเมฆาเขียว’ สถานที่ฝึกฝนที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์เตรียมไว้ให้ลู่เยี่ย ถูกสร้างขึ้นที่นี่
“เอ๊ะ พวกเขาสองคนมาทำอะไรกันที่นี่…”
ทันใดนั้น เหมิงฮาวก็เห็นร่างสองร่างยืนอยู่หน้าประตูเรือนเมฆาเขียว
หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มสวมชุดคลุมหยก ร่างสง่างาม กำลังมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน
อีกคนหนึ่งเป็นชายในอาภรณ์สีเทา ผมยาวรุ่งริ่งดุจหญ้า สีหน้าเย็นชาและดุดัน นั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น ดื่มสุราอย่างเงียบ ๆ
เหมิงฮาวส่งเสียงกระแสจิตเตือนว่า “ศิษย์น้องลู่ เจ้าต้องระมัดระวังหน่อยนะ! คนทั้งสองนั้นเป็นคนที่ยากจะเข้าหาเป็นอย่างยิ่ง!”
ทันทีที่กล่าวจบ ชายหนุ่มชุดคลุมหยกที่อยู่ไกลออกไปก็หันกลับมา ดวงตาของเขาราวกับคมดาบที่แหลมคม มองมาที่ลู่เยี่ย
“ลู่เยี่ย ข้าได้ยินว่าเจ้าสำนักมอบเรือนเมฆาเขียวให้เจ้า” น้ำเสียงของชายหนุ่มชุดคลุมหยกเรียบเฉย “แต่ข้าคิดว่าเจ้ายั่งไม่มีคุณสมบัติพอที่จะครอบครองเรือนเมฆาเขียว ดังนั้นข้าจึงรออยู่ที่นี่เพื่อแนะนำให้เจ้าสละสิทธิ์!”
คำพูดนั้นตรงไปตรงมา ไม่มีการปิดบังอำพรางใด ๆ เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเขามาที่นี่ก็เพื่อเรือนเมฆาเขียวโดยเฉพาะ
ลู่เยี่ยชื่นชอบวิธีการทำงานแบ