ประสงค์อะไรกันแน่”
ฉินอู่ซางใช้เท้าเหยียบหลัวเจียนหมิงไว้ ก้มมองอีกฝ่ายที่ดิ้นรนไม่หยุดราวกับหนอนตัวหนึ่ง โดยไม่สนใจเว่ยซุนเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยหลิงชิวเพียงเอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าอาศัยอำนาจรังแกลู่เยี่ย และลู่เยี่ยก็อาศัยอำนาจรังแกเจ้าเช่นกัน นี่มันยุติธรรมดี”
เว่ยซุน “…”
เขาคิดจนสมองแตกก็นึกไม่ถึงว่าปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ทั้งสองท่านนี้จะยอมเสี่ยงทุกสิ่งเพื่อเป็นที่พึ่งให้กับลู่เยี่ย!
เว่ยซุนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “หากข้าเป็นอะไรไป ข้าเกรงว่าทั้งสองท่านจะทนรับความโกรธของตระกูลเว่ยไม่ไหว!”
ฉินอู่ซางหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ
เซี่ยหลิงชิวไม่ปิดบังความดูแคลนของตน “ข้าได้ยินมาว่าการแข่งขันในหมู่คนรุ่นใหม่ของตระกูลเว่ยนั้นโหดร้ายยิ่งนัก และเจ้าเว่ยซุน ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนโดดเด่นในหมู่คนรุ่นใหม่ของตระกูลเว่ย”
เว่ยซุนขมวดคิ้วถาม “ใต้เท้าต้องการจะบอกอะไรกันแน่”
เซี่ยหลิงชิวกล่าวตรงๆ ว่า “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าตระกูลเว่ยจะยอมแตกหักกับข้าและประมุขตระกูลฉิน เพียงเพราะคนรุ่นหลังอย่างเจ้าคนเดียว?”
สีหน้าของเว่ยซุนชะงักไป
เซี่ยหลิงชิวกล่าวว่า “พูดอีกแง่หนึ่ง หากเจ้าล่วงเกินข้ากับประมุขตระกูลฉิน ผู้อาวุโสในตระกูลเว่ยของเจ้าจะรู้สึกผิดหวังในตัวเจ้าหรือไม่?”
“และพวกพี่น้องที่แข่งขันกับเจ้าเหล่านั้น จะฉวยโอกาสนี้ซ้ำเติมเจ้า เหยียบเจ้าไว้ใต้ฝ่าเท้า ทำให้เจ้าไม่มีวันกลับมาตั้งตัวได้อี