รือ?”
“ลองดูอีกครั้ง”
ลู่เยี่ยกัดฟันตัดสินใจลงทุนหมดหน้าตัก นำหินวิญญาณที่เหลือทั้งหมดมาฝึกฝน
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
ลู่เยี่ยแข็งค้างอยู่ตรงนั้น สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา
ยังคงไม่สำเร็จ!
“คุณชายผู้นี้ไม่เชื่อหรอก!”
ลู่เยี่ยหยิบโอสถวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณทั้งหมดที่มีติดตัวออกมาพร้อมกัน
นอกจากดอกบุปผาหยินหยางไส้ตะเกียงหนึ่งต้นแล้ว เขาก็ได้นำทั้งหมดมาดูดซับ
ผลลัพธ์คือ นอกจากฝ่ามือขวาที่รู้สึกร้อนผ่าวเล็กน้อยแล้ว ก็ยังคงไม่ได้ผลอะไร
“อะไรกัน ผังดาบเก้าคุมขังบ้าบออะไร ไร้ประโยชน์สิ้นดี แถมยังกลืนกินปราณวิญญาณที่ข้าอุตส่าห์ดูดซับมาอย่างยากลำบากไว้อีก!”
“จะมีไว้เจ้าทำไมกัน?”
หน้าผากของลู่เยี่ยมีเส้นสีดำผุดขึ้นมา
ชิ้ง!
เขาชักดาบยาวออกมา ปลายดาบชี้ไปที่ฝ่ามือ หากไม่จัดการกับผังดาบเก้าคุมขังบัดซบนี้สักที ก็ยากจะระงับความแค้นในใจได้
แต่ในชั่วขณะนั้นเอง ผังดาบเก้าคุมขังก็เปล่งแสงออกมาอย่างเงียบเชียบ แสงนั้นไหลเวียนเป็นสายฝนแห่งความโกลาหลที่พร่าเลือนราวกับหมอก
เสียง ‘เคร้ง!’ ดังขึ้น
ดาบยาวร่วงลงสู่พื้น
ลู่เยี่ยรู้สึกว่าตรงหน้ามืดมิดและเขาหมดสติไป
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ลู่เยี่ยพลันพบว่าตนเองยืนอยู่บนเงาของกระบี่แห่งวิถีนั้น!
เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง เห็นคุกเก้าแห่งที่เป็นเหมือนความโกลาหล เรียงตัวเป็นรูปแบบเก้าช่อง ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางม่านหมอกฮุ่นตุ้นอันหนาทึบ
เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นบันไดหิน