“ยามบ้านเมืองวุ่นวาย ทำให้เราได้รู้จักคนซื่อสัตย์และคนคดโกง ยามตกยากลำบาก ก็ทำให้เราแยกแยะความจริงใจได้ คำโบราณกล่าวไว้ไม่ผิดเลย”
อารมณ์ของลู่เยี่ยหดหู่เล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าเมื่อตระกูลลู่ตกอยู่ในความลำบาก เจ้าเมืองเทียนป๋อฉงผู้เป็นบุตรบุญธรรมของท่านปู่กลับเลือกที่จะนิ่งดูดาย
ส่วนหานซานเชวี่ยบุตรเขยของตระกูลลู่กลัวว่าจะถูกตระกูลลู่ลากลงน้ำไปด้วย ถึงกับยอมที่จะหย่าภรรยา และเลือกที่จะทรยศ
และเซวียไป๋ซงผู้ที่เคยสาบานว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณที่ท่านอารองช่วยชีวิต กลับเป็นผู้ที่ชักกระบี่เข้าใส่ศิษย์ตระกูลลู่!
เรื่องนี้ทำให้ลู่เยี่ยอดสงสัยไม่ได้ว่า ในเวลานี้ ภายในเมืองเทียนเหอ คนที่เคยมีความสัมพันธ์กับตระกูลลู่ในอดีต ยังเหลือคนที่พึ่งพาได้อีกสักกี่คนกันแน่
ด้านนอกตำหนักใหญ่
ไม่รู้ว่าสายฝนที่เทกระหน่ำหยุดลงแล้วตั้งแต่เมื่อใด แสงอาทิตย์ทะลุผ่านเมฆหนาทึบ ย้อมก้อนเมฆให้เป็นสีสันงดงามดั่งเปลวเพลิง
แสงอาทิตย์ส่องลงมาที่หอลงทัณฑ์ กระทบลงบนร่างสูงตระหง่านของลู่เยี่ยที่ยืนอยู่คนเดียวให้ทอดเงายาวไปบนพื้น