ตอกกลับหน้าตาเฉย
“ผมไม่ได้มาตัวคนเดียวซะหน่อยครับ เดี๋ยวท่านประธานหวังก็เรียกให้ผมไปพบแล้วเหมือนกัน”
ได้ยินคำยอกย้อน หวังเหวยก็หัวเราะหยันออกมาเบาๆ
“เรื่องที่หวังหลงเรียกแกมาพบ ฉันรู้ล่วงหน้าหมดแล้ว จะกราบอาจารย์สินะ? หึ! สหายคนสนิทของตาเฒ่านั่น ฉันรู้จักมักคุ้นหัวนอนปลายเท้าพวกมันทุกคนนั่นแหละ พูดกันตามตรง... ฉันล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าหน้าไหนกันแน่ ที่ทำให้หวังหลงยอมล้มเลิกความคิดที่จะปั้นแกด้วยตัวเอง แล้วเปลี่ยนมาเป็นแม่สื่อแนะนำแกให้แทน”
ซูอวี่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ แต่ถ้าเดี๋ยวปรมาจารย์หวังพอมีเวลาว่าง… จะลองตามไปดูด้วยกันก็ย่อมได้นะครับ”
หวังเหวยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ วางมาดสุขุมแล้วเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องเอาอาจารย์ที่แกยังไม่ได้กราบหัวมาข่มฉันหรอก! เดี๋ยวฉันตามไปดูแน่ แต่ตอนนี้… เรามาสะสางเรื่องระหว่างเรากันก่อนดีกว่า”
“โอ๊ะ? ปรมาจารย์หวังครับ ผมก็เป็นแค่เด็กรุ่นหลังในขอบเขตหลอมโลหิตต้อยต่ำ จะไปมีเรื่องราวขุ่นข้องหมองใจอะไรกับปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติระดับท่านได้ล่ะครับ!”
ซูอวี่แสร้งทำตาโตตีหน้าซื่อถามกลับไป
หวังเหวยแค่นเสียงราบเรียบไม่สะทกสะท้าน “ซูอวี่ แก