้ชัดเจนแล้ว หลี่เต้าก็จำได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด ในวังหลวงเขารู้จักขันทีเพียงสองคน คนหนึ่งคือจ้าวฉงผู้ติดตามฮ่องเต้ อีกคนก็คือจ้าวอี๋ที่อยู่ตรงหน้านี้ เขายังจำได้ว่าครั้งแรกที่พบกับจ้าวอี๋คือตอนรับพระราชโองการที่ด่านเฟยเฟิง ส่วนครั้งสุดท้ายที่พบกันคือการเข้าเฝ้าประชุมเช้าเมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อน เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เต้า จ้าวอี๋ก็หัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “ไม่คิดว่าท่านอูอันกงจะยังจำข้าได้”
“ความจำระดับนี้ข้ายังพอมีอยู่” จากนั้นหลี่เต้าก็ถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านขันทีเรียกข้าไว้มีเรื่องใดหรือ?”
ทันใดนั้นจ้าวอี๋ก็พลันตบมือ “ดูข้าสิ เกือบลิมพูดเรื่องสำคัญไปแล้ว”
จากนั้นจ้าวอี๋ก็ทำสีหน้าจริงจังกล่าวว่า “อูอันกง จงรับพระบัญชา”
“พะยะค่ะ”
“ด้วยพระบัญชา ขอสั่งให้อูอันกงเข้าเฝ้าในท้องพระโรงขณะประชุมเช้าวันพรุ่งนี้”
“น้อมรับพระบัญชา”
เมื่อรับพระบัญชาเสร็จแล้ว หลี่เต้าก็เลิกคิ้วขึ้นถาม “แค่เข้าเฝ้าตอนเช้าเท่านั้นหรือ?”
เนื่องจากตำแหน่งขุนนางของเขาไม่ได้อยู่ในเขตเมืองหลวง โดยปกติแล้วเขาจึงไม่จำเป็นต้องเข้าเฝ้าตอนเช้า ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาจึงเลยอยู่บ้านว่าง ๆ หลังจากจ้าวอี๋ประกาศพระบัญชาจบ เขาก็เอ่ยว่า “ท่านคืออูอันกงอาจจะไม่ทราบ แต่ช่วงนี้ในราชสำนักเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น”
“เรื่องอันใดหรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้รายละเอียดเช่นกัน แต่คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร”
หลังจากนั้นหลี่เต้ากับจ้าวอี๋ก็พูดคุยกั