นท่าทีอันสนิทสนมของทั้งสองคน องค์หญิงหมิงเยว่คิดอยากจะปฏิเสธแต่ก็หาเหตุผลไม่ได้ อย่างไรเสียนางก็เป็นคนพาเขามาเอง อีกทั้งนางก็ไม่อยากให้ธิดาของตนเห็นภาพลักษณ์ที่จิตใจคับแคบของนาง ดังนั้นนางจึงอดกลั้นต่อความหึงหวงในใจเอาไว้แล้วกล่าวว่า “หากเจ้าต้องการ ก็ไปเถอะ”
เสี่ยวอวี่เอ๋อร์พลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ขอบพระทัยเพคะเสด็จแม่” จากนั้นนางจึงปีนลงจากตัวของหลี่เต้าอย่างกระตือรือร้น แล้วจูงมือใหญ่นั้นพลางกล่าวว่า “ท่านอา ตามข้ามาเถิด”
เมื่อมองดูเงาร่างของทั้งสองคนที่ค่อย ๆ เดินจากไป สุดท้ายองค์หญิงหมิงเยว่ก็กระทืบเท้าอยู่ที่เดิมอย่างอดไม่ได้ เถียซานเหนียงเดาใจสหายสนิทของตนออกจึงหัวเราะเบา ๆ “เป็นอะไรไป? อิจฉาหรือ?”
หากเป็นคนอื่นองค์หญิงหมิงเยว่คงไม่มีทางยอมรับ แต่เถียซานเหนียงไม่ใช่คนอื่น
“ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่เด็กน้อยผู้นี้เดิมทีไม่สนิทกับผู้ใดนอกจากข้า แต่พอพบกับอูอันกงตั้งแต่ครั้งแรกก็เอ่ยปากขอให้อุ้มเสียแล้ว” องค์หญิงหมิงเยว่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเสี่ยวอวี่เอ๋อร์กับหลี่เต้าให้ฟังอย่างคร่าว ๆ
หลังจากฟังจบเถียซานเหนียงจึงปลอบว่า “บางทีอาจเป็นเพราะเสี่ยวอวี่เอ๋อร์มีวาสนาต่อกันกับพี่หลี่ก็ได้”
“วาสนาหรือ?” องค์หญิงหมิงเยว่กล่าว “จะมีวาสนาอะไรกัน พวกเขาไม่ควรมีความเกี่ยวข้องกันด้วยซ้ำ”
“บางทีชาติก่อนพวกเขาอาจเป็นพ่อลูกกันก็ได้”
“เจ้าอย่าพูดเหลวไหล เสี่ยวอวี่เอ๋อร์เป็นธิดาของข้าเท่านั้