ท่านั้น”
“ฝ่าบาทประสงค์จะถามสิ่งใด กระหม่อมจะตอบตามตรงทุกประการพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้จึงเอ่ยถามออกมาตามตรง “ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?”
หลี่เต้าชะงักไปชั่วครู่ เขานึกว่าฮ่องเต้จะถามเรื่องจริงจังกว่านี้เสียอีก
“กระหม่อมอายุยี่สิบสามปีพะยะค่ะ”
ตอนอายุสิบแปดถูกจับเข้าค่ายนักโทษประหาร ใช้ชีวิตร่อนเร่อยู่ทางเหนือมาเกือบปี แล้วก็อยู่ที่ดินแดนทางใต้สามปี รวมกับเวลาเล็กน้อยอื่น ๆ ทั้งหมดก็ประมาณห้าปี ดังนั้นตอนนี้เขาจึงอายุยี่สิบสามปีแล้ว
“ยี่สิบสามปี?”
แม้ว่าฮ่องเต้จะคาดเดาได้อยู่แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ ตอนอายุยี่สิบสามปีเขากำลังทำอะไรอยู่? ตอนนั้นเขาก็เป็นเพียงองค์ชายธรรมดาเท่านั้น ใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างเลื่อนลอย
แต่หลี่เต้ากลับได้เป็นถึงผู้ว่าการมณฑล มีความสามารถเหนือกว่าผู้คนส่วนใหญ่ ในขณะที่ชีวิตของคนอื่นเพิ่งจะเริ่มต้น แต่หลี่เต้ากลับเดินทางมาถึงจุดสูงสุดแล้ว พอฮ่องเต้ได้สติกลับมาจึงถามว่า “เจ้าอายุยี่สิบสามแล้ว มีคู่ครองหรือยัง?”
คิ้วของหลี่เต้าพลันกระตุก เขาตอบว่า “ยังไม่มีคู่ครองพะยะค่ะ แต่ตอนเยาว์วัยบิดาเคยหมั้นหมายคู่ไว้”
ฮ่องเต้โบกมือ “แค่คู่หมั้นเท่านั้น ไม่เป็นไร”
เปลือกตาของหลี่เต้ากระตุกอีกครั้ง “ฝ่าบาท พระองค์ทรงหมายความว่า…”
ฮ่องเต้ตรัสอย่างอารมณ์ดี “อันที่จริงเราไม่ได้มีความหมายอื่นใด เราเพียงแต่เห็นว่าอูอันกงเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถและยังไม่มีคู่ครอง จึง