งดูร่างน้อยที่พยายามเขย่งเท้าอยากจะหยิบเอาเนื้อ จึงเลื่อนจานเนื้อไปยังตำแหน่งที่นางสามารถเอื้อมถึงได้โดยไม่รู้ตัว หลังจากใช้ความพยายามอยู่ครู่หนึ่ง เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ก็สามารถคว้าเนื้อได้สำเร็จ
นางเอาเข้าปากอย่างดีใจ ขณะเดียวกันดวงตากลมโตคู่นั้นก็จ้องมองจางเมิง เสวียปิง และคนอื่น ๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น
“ทนไม่ไหวแล้ว!”
แม้ว่าพวกนางกำนัลและขันทีจะเคยเตือนพวกเขามาก่อน แต่เพราะเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์น่ารักเหลือเกิน โดยเฉพาะใบหน้าอวบอิ่มนั้น จึงทำให้เสวียปิงอดใจไม่ไหว อยากจะบีบแก้มสักครั้ง
ขณะที่มือของเสวียปิงกำลังจะแตะตัวเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ ทันใดนั้นเงาร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นข้างกายเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ ขวางมือที่กำลังจะยื่นไปนั้นคว้าเอาไว้
“ใครกันช่างไม่มี… ตา”
เมื่อเห็นว่าเป็นใครมา แม้เสวียปิงอยากจะชักมือกลับ มันก็สายเกินไปแล้ว เขาจึงหัวเราะแห้ง ๆ พลางกล่าวว่า “หัวหน้า ข้าไม่ได้พูดถึงท่านนะ”
หลี่เต้าไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น เขาก้มมองมือของเสวียปิงที่ยื่นออกมาพลางหรี่ตาลงพูดว่า “หากเจ้าไม่ต้องการมือข้างนี้ ข้าก็ช่วยเจ้าได้”
“ต้องการสิ จะไม่ต้องการได้อย่างไร” เสวียปิงรีบชักมือกลับทันที ในขณะเดียวกันในใจเขาก็รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
เพราะเขาเห็นแววรังเกียจอย่างเข้มข้นในดวงตาของหลี่เต้า ราวกับว่าเขาเป็นของสกปรกอะไรสักอย่าง
ทันใดนั้นก็ดูเหมือนเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์จะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง นางก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่เต้