้ได้อย่างเป็นปกติ ฮ่องเต้เองก็รู้ดีว่าในตอนนี้เขาไม่อาจลำเอียงมากเกินไปได้นัก มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้ราชสำนักวุ่นวายและเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เมื่อเห็นสีหน้าที่ยังคงเรียบเฉยของหลี่เต้า ทันใดนั้นในใจของเขาก็มีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา
หากเขาจำได้ไม่ผิด ตั้งแต่เขารับราชการมา เจ้าหมอนี่ก็ไม่เคยเสียเปรียบผู้ใดเลย ฮ่องเต้จึงเอ่ยปากว่า “อานกง บัดนี้เราจะให้เจ้าอธิบายเป็นครั้งสุดท้าย”
หลี่เต้ากวาดตามองเหล่าขุนนางรอบกาย เขาคิดว่าเล่นมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่ต้องจัดการเสียที ดังนั้นหลี่เต้าจึงประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า
“ฝ่าบาท สิ่งที่พวกเขากล่าวหานั้นกระหม่อมขอยอมรับโดยไม่ปิดบัง แต่ถ้าหากคนเหล่านั้นล้วนสมควรตายเล่า?”
ซุนเซียนพลันชะงักงันไป ขณะที่พวกพยานคุกเข่าอยู่ด้านข้างต่างตัวสั่นเทิ้ม ในดวงตาฉายแววหวาดหวั่น ฮ่องเต้เลิกคิ้วด้วยความสนใจก่อนจะเอ่ยถามว่า
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?”
หลี่เต้ามองไปยังพวกพยานพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าจะยอมรับเอง หรือจะให้ข้าเป็นผู้ชี้แจง”
ซุนเซียนขมวดคิ้วกล่าว “ท่านอานกง ท่านอย่าข่มขู่พวกเขาเลย”
หลี่เต้ายิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกชาวบ้านที่ก่อจลาจลเพราะสำนักปราบสวรรค์จะกลัวอะไรนักหนา”
ชาวบ้านที่ก่อจลาจล?
เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวคังและจ้าวหย่งจึงพากันจ้องมองไปที่พยานเหล่านั้น ในที่นี้นอกจากหลี่เต้าแล้วก็มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้เรื่องชาวบ้านที่ก่อความวุ่นวายดีที่สุด