พวกนางก็มองเห็นชายในชุดนักบวชคนหนึ่งยืนรออยู่นอกวิหาร
ชายในชุดนักบวชผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือคนที่กลืนวิญญาณของหลิวเผิง และทำการออกคำสั่งแก่หญิงในชุดนักบวชตอนนั้นนั่นเอง
“ท่านผู้อาวุโสสวี ขอร้องท่านโปรดช่วยสตรีศักดิ์สิทธิ์ด้วย” ไฉอีเดินเข้าไปประสานมือวิงวอนขอร้อง
ท่านผู้อาวุโสสวีลูบเคราพลางกล่าวเสียงเรียบ “พาสตรีศักดิ์สิทธิ์เข้ามาให้ข้าดูก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
ไม่นานนัก พวกนางก็พาหญิงในชุดนักบวชเข้าไปในวิหารหลักของวัด หลังจากนั้นจึงหาเบาะรองนั่งมาปูบนพื้น แล้วจึงวางร่างของหญิงในชุดนักบวชลงไป
ผู้อาวุโสสวียังไม่ได้เริ่มทำการรักษาทันที แต่กลับเอ่ยปากว่า “เล่ามาสิ เกิดอะไรขึ้นกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้าถึงได้เป็นเช่นนี้”
ไฉอีเปิดปากเล่าให้ฟังว่า “ผู้อาวุโสสวี หลังจากที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราได้รับภารกิจจากท่าน แล้วนางก็ได้วางกับดักคนของราชสำนักที่ท่านกล่าวถึงในเขตไคหยาง”
“แต่ไม่คาดคิดว่า คนของราชสำนักผู้นั้นจะมีพลังไม่ธรรมดา พวกเขาทําลายวิชาลวงตาได้อย่างรวดเร็ว”
“สุดท้ายสตรีศักดิ์สิทธิ์จึงจำเป็นต้องลงมือเอง”
“ทว่าสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นคือ ผู้นำของฝ่ายตรงข้ามจะมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า แม้แต่สตรีศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราก็ไม่สามารถเอาชนะเขาได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของผู้อาวุโสสวีก็ชะงักไป ไม่คิดว่าในเรื่องนี้จะมีปัญหาที่เกิดจากตัวเขาเองด้วย
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะ