ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด นักพรตได้ย่อยเศษความทรงจำเหล่านั้นในสมองจนหมดแล้ว หลังฟื้นคืนสติจากผลของวิชากลืนวิญญาณ สีหน้าของนักพรตก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยพึมพำกับตัวเอง
“เป็นคนของราชสำนักอีกแล้วหรือ?”
จากนั้นรอยยิ้มเย็นชาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนักพรต เพราะเขาได้รู้จากความทรงจำของหลิวเผิงแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังจะไปที่ใด
“ในเมื่อพวกเขามาถึงนี่แล้ว ก็ต้องต้อนรับให้ดีสักหน่อย”
ในความคิดของเขา เว้นแต่ว่าทางราชสำนักจะส่งกองทัพใหญ่มาปราบปราม พวกเขาถึงจะจริงจังด้วย สำหรับการมาสืบสวนที่ถังโจวคนเดียวเช่นนี้ ก็เหมือนเป็นเหยื่อที่ส่งตัวเองมาให้เท่านั้น
หลังจากนั้นนักพรตก็หยิบยันต์เหลืองแผ่นหนึ่งออกมา แล้วพับเป็นรูปนกกระเรียนอย่างรวดเร็ว เขาเอามันไว้ที่ปากแล้วพึมพำคำที่ฟังไม่เข้าใจ จากนั้นจึงเดินออกไปนอกจัดเต๋าแล้วแบมือออก นกกระเรียนกระดาษตัวนั้นกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
หนึ่งวันต่อมา ณ นอกเมืองไคหยาง รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้เมืองไคหยาง ภายใต้การคุ้มกันของคนจำนวนหนึ่ง
“หัวหน้า ถึงเมืองไคหยางแล้ว” หยางเหยียนมองไปยังกำแพงเมืองสูงตระหง่านในระยะไกลก่อนหันมาพูด
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง
“เข้าไปเลย”
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูเมือง เหมือนกับเขตหลงเหมิน ประตูเมืองไคหยางก็เปิดกว้างเช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ทั้งในและนอกเขตหลงเหมินยังมีผู้คนสัญจรไปมา แต่เมืองไคหยางนั้น เมื่อมองจากภายน