แล้ว เพราะทุกคนรู้ดีว่าเนื่องจากองค์ชายสามและองค์ชายสี่มีวันเกิดอายุใกล้เคียงกัน ทั้งสองจึงมักแข่งขันกันอยู่เสมอ และมองอีกฝ่ายไม่ถูกชะตา เกือบทุกที่มีทั้งสองคนอยู่ก็มักจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น สร้างความครึกครื้นให้กับเมืองหลวงไม่น้อย
องค์ชายสาม จ้าวคังแค่นเสียงเบาแล้วค่อยๆ เอ่ยประชด
“น้องสี่ เจอพี่สามแล้วทำไมไม่ทักทายสักคำ?”
จ้าวคังกวาดสายตามองไปรอบๆ แสดงความหมายอย่างชัดเจน มีคนมากมายมองอยู่ เจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลหรือ? แม้ทุกคนจะรู้ว่าทั้งสองคนไม่ถูกกัน แต่มารยาทที่ควรมีก็ยังต้องรักษาไว้ มิเช่นนั้นแล้วก็จะกลายเป็นข้ออ้างในการโจมตีของอีกฝ่ายได้ง่าย
จ้าวหย่งเองก็เข้าใจ เขาจึงโค้งกายคำนับด้วยสีหน้าบึ้งตึงทันที
“ข้าคารวะพี่สาม”
จ้าวคังหัวเราะชอบใจ
“น้องสี่ไม่ต้องมากพิธีหรอก”
หลังพูดจบ เขาก็หยิบพัดพับออกมาจากอกเสื้อแล้วสะบัด ก่อนจะเดินนำคนรับใช้ที่ถือของขวัญอยู่ไปยังประตูใหญ่ของจวนอู่อันกงอย่างภาคภูมิ
จ้าวหย่งมองแล้วขบกรามกรอด จ้าวคังเกิดก่อนเขาได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป แต่กลับกดขี่เขามาตลอดยี่สิบกว่าปี แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงอาการโกรธ จ้าวหย่งโบกมือด้วยสีหน้าบึ้งตึงแล้วพาคนรับใช้ที่ถือของขวัญเดินขึ้นบันไดไป คราวนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้จ้าวคังนำหน้าอีก
หลังจากนั้นไม่นาน องค์ชายทั้งสองก็นำของขวัญมาถึงหน้าประตู คนรับใช้ทั้งสองวางของขวัญลงบนโต๊ะรับของ ก่อนที่เสวี่ยปิงจะทันได้พูดอะไร คนที่