ุใดเขาจึงสามารถบรรลุการบำเพ็ญขงจื๊อซึ่งเป็นวิถีที่มีพลังการต่อสู้เหนือธรรมดาเช่นนี้ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็ตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบาแล้วกล่าวว่า “อาจารย์ฉู ปัญหานี้ข้าน่าจะสามารถตอบแทนบูรพาจารย์ท่านนั้นได้”
“หืม?”
“คงจะมีหลายครั้งที่สนทนาธรรมกัน แล้วท่านอาจารย์ได้พบเจอกับคนที่พอโต้แย้งไม่ได้ ก็จะกลายเป็นผู้ที่ไม่ยอมฟังเหตุผลไปเลย ใช่หรือไม่”
“ก็เคยเจอแล้ว อาจารย์หลี่แก้ไขอย่างไรล่ะ”
“โดยทั่วไปแล้วก็ไม่สนใจ ทำไมต้องไปทะเลาะกับคนพาลด้วยเล่า”
“แล้วถ้าเขาจะลงมือล่ะ”
“ข้า…”
ฉูจ้าวยังพูดไม่ทันจบก็ต้องชะงักงันอยู่กับที่
หลี่เต้ายิ้มพลางกล่าวว่า “ที่จริงแล้ว วิถีการบำเพ็ญขงจื๊อก็มีไว้ เพื่อเวลาที่อีกฝ่ายเริ่มไม่ฟังเหตุผลแล้ว เราก็จะได้ทำให้พวกเขากลับมานั่งลงและฟังเหตุผลต่อให้จบ”
“ฮาฮาฮา” หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฉูจ้าวก็หัวเราะออกมาดังลั่นอย่างอดไมไหว
ในขณะเดียวกัน กลิ่นอายอันเหนือธรรมดาบนร่างของเขาก็วูบหายไปอีกครั้ง
เมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง ฉูจ้าวก็พูดอย่างจริงจัง “ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่านอีกครั้งแล้ว”
พูดจบเขาก็หยิบแผ่นหยกออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้หลี่เต้า
“ป้ายประจำตำแหน่งอาจารย์ใหญ่สำนักเหวินหัว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
ฉูจ้าวตอบ “นับจากวันนี้เป็นต้นไป ท่านผู้ว่าการหลี่ก็คืออาจารย์ใหญ่คนที่สองของสำนักเหวินหัว”
“เช่นนี้เหมาะสมหรือ?”
“มีอะไรไม่เหมาะสมเล่า”
“แต่ว่า…”
“ด้วยสถานะนี