ปกคลุมไปทั่วทั้งลานในพริบตา
ทันใดนั้น เสียงพูดคุยในฝูงชนก็พลันหยุดลงทันที
เมื่อเห็นว่าเงียบกันแล้ว หลี่เต้าก็มองไปทางเฉินโหยวที่อยู่ทางขวามือแล้วพยักหน้า
เฉินโหยวเดินไปที่ด้านหน้าเวที แล้วออกคำสั่งกับกองทัพฝูถูที่คุมรถขังนักโทษอยู่ด้านข้าง
“นำตัวนักโทษขึ้นเวที!”
ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย สมาชิกตระกูลซุนที่สิ้นหวังดูสกปรกมอมแมมถูกกองทัพฝูถูลากตัวขึ้นมาบนเวทีจากรถขังนักโทษ
ในนั้นรวมถึงบรรพบุรุษอาวุโสหลายคนของตระกูลซุนด้วย
พวกเขาถูกจัดเรียงเป็นแถว ๆ บนเวทีสูงตามลำดับตำแหน่ง โดยมีผู้อาวุโสตระกูลซุนยืนเผชิญหน้ากับหลี่เต้า
หลี่เต้ามองดูคนตระกูลซุนที่ยืนห่างออกไป แล้วยกมือขึ้นกดลงเล็กน้อย
กองทัพฝูถูจึงเตะที่หลังเข่าของคนตระกูลซุน
สมาชิกตระกูลซุนทั้งหมดพลันคุกเข่าลงต่อหน้าหลี่เต้าพร้อมกัน
ภาพที่น่าอับอายอย่างยิ่งนี้ ทำให้คนตระกูลซุนหน้าแดงก่ำ
การถูกประจานต่อหน้าสาธารณชน น่าอับอายยิ่งกว่าการถูกโยนขยะใส่เสียอีก
ซุนเต๋อโหวที่รุ่งเรืองมาตลอดชีวิตทนไม่ไหว จึงตะโกนว่า
“หลี่เต้า จะฆ่าจะเชือดก็เพียงคำพูดเดียว เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำให้พวกเราอับอาย”
“อับอาย?”
หลี่เต้ากล่าวเอ่ย
“หากเพียงเท่านี้ก็นับว่าอับอายแล้ว แล้วที่ตระกูลซุนของพวกเจ้าอาละวาดในเมืองเทียนหนานมาหลายปีจะคิดบัญชีกันอย่างไร? แล้วชีวิตเหล่านั้นที่พวกเจ้าทำร้ายจะนับกันอย่างไร และสิ่งที่ข้าต้องการบอกพวกเจ้าก็คือ บนลานประหารนี้ พวกเจ้าไม่มี