ญ่ที่จวนอัครเสนาบดีแล้ว สุดท้าย มีองค์ชายองค์หนึ่งออกหน้าไกล่เกลี่ยจึงยุติลง
แต่ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงกลายเป็นศัตรูกันในแวดวงขุนนาง
“หืม?”
ฮ่องเต้มองไปยังขุนนางแล้วถาม
“ซุนเชียน เจ้ามีความคิดเห็นอะไร?”
ขุนนางที่ชื่อซุนเชียนประสานมือคำนับกล่าว
“ก่อนที่จะพูดต่อไป ข้าอยากถามก่อนว่า ฝ่าบาทยินดีที่จะมอบหมายภารกิจสำคัญให้แก่ อู่อันป๋อท่านนี้หรือไม่?”
ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตอบ
“แน่นอนอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซุนเชียนก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า
“ในเมื่อฝ่าบาทยินดีที่จะมอบหมายภารกิจสำคัญ ข้ารู้สึกว่าตำแหน่งธรรมดาคงไม่เพียงพอที่จะแสดงความสามารถของอู่อันป๋อได้ มีเพียงตำแหน่งขุนนางใหญ่ประจำมณฑลเท่านั้น ที่จะพิสูจน์สายพระเนตรอันเฉียบแหลมของฝ่าบาทได้”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ฝั่งของหยางหลินก็ตกตะลึงทันที และบรรดาผู้ที่รู้ถึงความบาดหมางระหว่างทั้งสองฝ่ายก็พากันตกตะลึงเช่นกัน
นี่มันศัตรูหรือพรรคพวกเดียวกัน เหตุใดถึงได้ผลักดันให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้นเช่นนี้
ฮ่องเต้พลันตกตะลึงเล็กน้อย เมื่อได้สติกลับมาก็เอ่ยว่า
“ซุนเชียน มีอะไรก็พูดตรง ๆ อย่าอ้อมค้อมไปมา”
“ถั้นเช่นนั้น ข้าก็จะพูดตามตรงพ่ะย่ะค่ะ”
ซุนเชียนประสานมือคำนับแล้วเอ่ยต่อ
“ฝ่าบาท หากข้าจำไม่ผิด ทางใต้ยังขาดตำแหน่งผู้ว่าการอยู่ หากจะให้อู่อันป๋อไปลองดูคงไม่เลว”
ผู้ว่ำการ!
หลังจากได้ยินคำนี้ เหล่าขุนนางก็ยิ่งตกตะลึง เพราะตำแหน่งผู้ว่ากา