ี่สนิทสนมกับหยางหลินหลายคนออกมาเกลี้ยกล่อม ส่วนใหญ่เป็นขุนนางฝ่ายทหาร มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นขุนนางฝ่ายปกครอง
เมื่อเห็นดังนั้น หยางหลินจึงพยักหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นประสานมือคำนับกล่าวว่า “ฝ่าบาท ความจริงแล้วในสงครามกับสามเผ่าชนเผ่าเป่ยหมานนั้น ผู้ที่มีความดีความชอบสูงสุดมิใช่ข้า แต่เป็นผู้อื่น หากฝ่าบาทจะพระราชทานรางวัล ข้าหวังว่าฝ่าบาทจะทรงพระราชทานรางวัลแก่เขา เขาเหมาะสมแก่รางวัลครั้งนี้มากกว่าข้า”
“โอ้!” ฮ่องเต้ดวงตาวาววับ เอ่ยปากว่า “ผู้ที่เจ้าพูดถึงคือใคร”
หยางหลินประสานมือกล่าว “ฝ่าบาทได้ตั้งกองทัพเจิ้นเป่ยใหม่ โดยมีรองแม่ทัพคือหลี่เต้า”
เมื่อหยางหลินเอ่ยชื่อหลี่เต้าออกมา ทั้งพระที่นั่งไท่เหอก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ความเงียบในที่นี่มิใช่เพราะพวกเขาล้วนรู้จักหลี่เต้า แม้ว่าในอดีต หลี่เต้าจะเคยกระทำการ ‘กบฏต่อราชบัลลังก์’ แต่บัดนี้เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ต่างลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว ความเงียบนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะชื่อนี้แปลกหูเกินไป
ในตอนนั้นเอง ฮ่องเต้พลันตรัสถามขึ้นว่า “เจ้าต้องการขอพระราชทานรางวัลให้เขาหรือ? แล้วเขามีความดีความชอบอันใดกัน”
เมื่อได้ยินคำถามของฮ่องเต้ หยางหลินที่เตรียมพร้อมไว้แล้วก็ล้วงฎีกาฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วชูขึ้นสูง จากนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “ความดีความชอบของหลี่เต้าทั้งหมด ข้าได้บันทึกไว้ในฎีกาแล้ว”
ยังไม่ทันที่ฮ่องเต้จะเอ่ยปาก จ้าว