สึกตื่นเต้นอยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อได้ยินว่าผู้มีพระคุณของนางได้กลายเป็นรองแม่ทัพแห่งด่านฟู่เฟิง ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยแววชื่นชมที่ไม่อาจปิดได้ ในใจยังรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านผู้มีพระคุณ พวกท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก”หลิวซิ่วเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชม
ทันใดนั้น จู่ ๆ ดวงตาของนางก็วาบขึ้นด้วยประกายแปลกประหลาด จากนั้นก็เอ่ยถามอย่างแนบเนียน“ท่านผู้มีพระคุณ ข้าจำได้ว่าท่านเคยเล่าเรื่องราวบางอย่างให้พวกข้าฟัง”
“อืม มีอะไรหรือ?”หลี่เต้าตอบไปโดยไม่ทันคิด
หลิวซิ่วเอ๋อร์เอ่ยขึ้นทันที“ท่านผู้มีพระคุณ ท่านว่าพวกข้าจะสามารถติดตามท่านไปรบกับพวกเป่ยหมานได้หรือไม่?”
“หืม?”เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เต้าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันกลับมาถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนี้?”
“เพราะพวกข้าก็อยากจะฆ่าพวกเป่ยหมานด้วยมือของตนเอง อีกทั้งยังอยากช่วยเหลือท่าน พวกข้าอยากเป็นเหมือนสตรีในเรื่องเล่าที่ท่านเคยเล่า ไม่อยากเป็นแค่แจกันประดับบ้านอีกต่อไป”หลิวซิ่วเอ๋อร์ตอบตามตรง
สายตาของหลี่เต้าตกลงบนดวงตาคู่งามของหลิวซิ่วเอ๋อร์โดยไม่รู้ตัว เขามองเห็นเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นและหัวใจที่ไม่ยอมจำนนต่อความธรรมดาสามัญ ในขณะเดียวกัน ยังมีความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับแฝงอยู่ หลังจากลังเลครู่หนึ่ง หลี่เต้าก็ถามว่า
“คนอื่น ๆ จะเห็นด้วยกับความคิดของเจ้าหรือไม่?”
“ข้าเชื่อว่าพวกนางจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน