ดแผลที่ก้น ฉีเซิ่งต้องอดทนต่อความเจ็บปวดทุกย่างก้าว
ในที่สุด เขาก็เดินมาหยุดตรงหน้าเสิ่นจงท่ามกลางสายตาแค้นเคืองของผู้คน
เขาประสานมือคำนับกล่าว “แม่ทัพเสิ่น ฉีเซิ่งขอแสดงความยินดีที่ท่านฟื้นคืนสติ”
“แสดงความยินดีกับข้า?”
เสิ่นจงมองด้วยสายตาเย็นชา ส่ายหน้าช้า ๆ พลางกล่าว
“ฉีเซิ่ง เจ้าพูดเช่นนี้ เจ้าเชื่อคำพูดตัวเองหรือไม่ ข้าขอทายว่า ตอนนี้ปากเจ้าพูดว่ายินดี แต่ในใจคงไม่พอใจที่ข้ายังมีชีวิตรอดอยู่กระมัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีเซิ่งก็นิ่งค้าง ในดวงตาวูบไหว
เขารีบคุกเข่าลงกล่าวว่า
“แม่ทัพเสิ่น ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้น ข้ารู้ว่าข้าทำผิดไป ท่านควรตำหนิข้า แต่ไม่ว่าอย่างไร ท่านไม่ควรสงสัยในความจงรักภักดีของข้า ข้าเป็นองครักษ์อยู่ข้างกายท่านมาหลายปี นี่ท่านยังไม่เข้าใจข้าอีกหรือ”
“เข้าใจเจ้า?”
เสิ่นจงสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยว่า
“ข้าเสียใจที่มองไม่ทะลุปรุโปร่ง หาคนอกตัญญูเยี่ยงเจ้ามาอยู่ข้างกาย”
ยามนั้น ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ จากความผิดที่ฉีเซิ่งก่อไว้ แม้จะเป็นความผิดร้ายแรง แต่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ หรือว่าจะมีเรื่องบางอย่างที่พวกเขาไม่รู้
เมื่อได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาเช่นนั้น ฉีเซิ่งก็อดทนไม่ไหว จึงโต้แย้งว่า
“แม่ทัพเสิ่น ท่านไม่อาจใส่ร้ายข้าโดยไร้เหตุผลเช่นนี้”
“ใส่ร้ายเจ้า?”
เสิ่นจงสีหน้าเย็นเยียบ เอ่ยอย่างเชื้องช้า
“ฉีเซิ่ง เจ้าคงไม่