ชนเผ่าเป่ยมหานที่ด่านฟู่เฟิงด้วยกัน”
ฉีเซิ่งรีบตอบทันที
พูดจบ เขาก็มองไปทางเฉินโหยว
“แม่ทัพเฉินโหยว ท่านว่าใช่หรือไม่”
“ใช่ แต่ว่า…”
เฉินโหยวเพิ่งพูดได้ไม่กี่คำ ยังพูดไม่จบก็ถูกฉีเซิ่งขัดขึ้นมาอีก
“เฉินโหยว มีเพียงเจ้าคนเดียวที่หนีออกมาหรือ หรือว่ามีคนอื่นหนีออกมาพร้อมกับเจ้าด้วย”
ในสายตาของฉีเซิ่งตอนนี้ เฉินโหยวก็เหมือนกับเขาที่หวาดกลัวกองทัพชนเผ่าเป่ยมหานแล้วหนีออกมาจากด่านฟู่เฟิง
อย่างไรเสีย ในความคิดของเขา ตอนนั้นด่านฟู่เฟิงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือได้
และหากเป็นคนที่หนีออกมาเหมือนกับเขา ก็จะง่ายต่อการพูดคุย เพียงแค่เขาสามารถทำให้เฉินโหยวนิ่งเงียบไว้ เขาก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ตัวเองจะถูกเปิดโปงได้ และยังสามารถใช้ประโยชน์จากเฉินโหยวเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองในตอนนี้ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับเกินความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง
“รอก่อน ใครบอกเจ้าว่าข้าหนีออกมาจากด่านฟู่เฟิงกัน”
เฉินโหยวขัดคำพูดของฉีเซิ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หืม?
ครั้งนี้ฉีเซิ่งรู้สึกงุนงงไปทั้งตัว นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเฉินโหยวถึงได้พูดเช่นนี้
หรือว่าเขากลัวเรื่องที่ตนเองหนีออกมาจะถูกสอบสวน จึงตั้งใจพูดเช่นนี้
แต่ว่า คำโกหกที่รู้ได้ง่าย ๆ เช่นนี้ จะหนีการตรวจสอบพ้นได้อย่างไร
หากกองกำลังเสริมไปถึงด่านฟู่เฟิงก็จะรู้ผลทันที
หรือว่าเฉินโหยวไม่ค