ก็กล่าวขึ้น
“น้องชายฉี หากแม่ทัพเสิ่นใกล้สิ้นใจดังที่เจ้าว่า เจ้าก็คงไม่มีที่ยืนในกองทัพอีกแล้ว”
ฉีเซิ่งพยักหน้ายิ้มขื่น
“โธ่ หลังจากนี้คงต้องอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว”
“อยู่ที่เมืองหลวง? เช่นนั้นก็คงไม่สมกับความมุ่งมั่นของน้องชายฉีน่ะสิ เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอยากสร้างความดีความชอบด้วยตัวเอง”
หยางเหยียนขมวดคิ้ว
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็ทำอะไรไม่ได้”
หยางเหยียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ดวงตาสว่างวาบขึ้นมา
“หากน้องชายฉีไม่มีที่ไป เช่นนั้นมาอยู่ใต้สังกัดของท่านปู่ข้าก็ได้นะ!”
“ได้หรือ?”
“จะไม่ได้ได้อย่างไร คนมีความสามารถเช่นเจ้าไปที่ใดก็ย่อมมีคนต้องการ เจ้าวางใจได้ หากน้องชายฉีเข้าร่วมกับพวกเรา ข้าขอรับรองว่าจะให้ท่านปู่จัดการตำแหน่งที่ดีให้เจ้า อย่างน้อยก็ไม่ด้อยไปกว่าตำแหน่งหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของเจ้าแน่”
เมื่อเห็นฉีเซิ่งมีท่าทีไม่ค่อยเชื่อถือในสายตา หยางเหยียนก็รีบพิสูจน์ตัวเอง
“น้องชายฉีรออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปบอกท่านปู่เดี๋ยวนี้”
ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้น หยางเหยียนก็รีบเร่งฝีเท้าไล่ตามหยางหลินไป
มองดูเงาร่างของหยางเหยียน ในดวงตาฉีเซิ่งมีแววสมใจดังหมายวาบผ่าน
เขาคิดในใจ เป็นดังที่ในเมืองหลวงว่าไว้ หยางเหยียนหลานชายรุ่นที่สามของตระกูลหยางผู้นี้ใสซื่อจริงๆ
หยางเหยียนไล่ตามหยางหลินทันอย่างรวดเร็ว
“ท่านผู้บัญชาการ”
“มีอะไร?”
หยางเหยียนชำเลืองมองฉีเซิ่งที่อยู่ไม่ไกลด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยว่า
“ขออนุญา