ตถามท่านผู้บัญชาการว่ามีความเห็นอย่างไรกับฉีเซิ่ง”
“ฉีเซิ่งหรือ?”
หยางหลินหันไปมองหยางเหยียน เอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ข้าไม่มีความเห็นอะไรเกี่ยวกับเขา”
หยางเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะพูดว่า
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ท่านแม่ทัพไม่ได้ชื่นชอบคนแบบฉีเซิ่งมากที่สุดหรอกหรือ?”
หยางหลินขมวดคิ้ว ย้อนถามกลับไป
“เขาเป็นคนเช่นไร? เหตุใดข้าต้องชื่นชอบด้วย?”
“ท่านก็ได้ยินเรื่องที่ฉีเซิ่งเล่าถึงตอนที่เขาช่วยเจิ้นเป่ย์โหวออกมาไม่ใช่หรือ?”
หยางเหยียนพูดออกมาโดยไม่ทันคิด
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางหลินก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าหนุ่มนั่นใช้เจ้ามาสินะ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้ามาเพื่อปรึกษาบางเรื่องกับท่านแม่ทัพ”
หยางเหยียนตกใจ ส่ายหน้าปฏิเสธ
หยางหลินชายตามมองฉีเซิ่งที่อยู่ด้านหลัง พูดอย่างมีนัยสำคัญ
“ปรึกษาได้ แต่ในฐานะแม่ทัพ ข้าขอเตือนเจ้าสักคำ เรื่องใดก็ตามอย่าเพิ่งฟังความด้านเดียว ดังนั้น กลับไปคิดให้ดีเสียก่อน เมื่อคิดให้กระจ่างแล้วค่อยมาปรึกษาข้า”
พูดจบ หยางหลินก็ควบม้าผ่านหยางเหยียนไป ทิ้งให้หยางเหยียนครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง
ไม่ไกลนัก ฉีเซิ่งเห็นเหตุการณ์นี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย รีบเร่งเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถาม
“พี่หยาง ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
“ไม่เป็นไร”
หยางเหยียนส่ายหน้า ไม่ได้สนใจมากนัก ยังคงก้มหน้าครุ่นคิดต่อไป
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของฉีเซิ่งก็มีแววเย็นเยียบวาบผ่าน เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจท่าทีของหยางเหยียน แต่เขาก็ไม่กล