้วย
และเมื่อได้ด่านฟู่เฟิงมาแล้ว ราชสำนักก็จะต้องหาทางสนับสนุนเผ่าถ่ามู่อย่างแน่นอน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ความกังวลและหวาดกลัวที่ราชาถ่ามู่มีก่อนหน้านี้ก็หายวับไปในพริบตา และรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเองมีความคิดอันชาญฉลาดเช่นนี้
สมกับที่เป็นข้าจริง ๆ
หลินอีพยักหน้า แล้วถามขึ้นอีกว่า “ฝ่าบาท แล้วจะจัดการกับเหล่าองค์ชายและขุนนางอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ราชาถ่ามู่ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ไม่ต้องสนใจพวกขุนนางหรอก ต้องมีคนไว้คอยต้านทานพวกกบฏอยู่แล้ว ส่วนเหล่าองค์ชาย…”
“ให้คนหนึ่งไปแจ้งข่าวแก่พวกเขา ส่วนที่เหลือให้คุ้มกันข้าออกจากที่นี่” ราชาถ่ามู่ทอดพระเนตรด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
แค่บุตรชายไร้ความสามารถสามคนเท่านั้น หากรอดชีวิตก็นับว่าโชคดี หากไม่รอดก็ช่างมัน
พระองค์ยังทรงหนุ่มแน่น ยังสามารถมีรัชทายาทได้อีก
…
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป
ณ ตำหนักด้านข้างของวังหลวง
คนกลุ่มหนึ่งกำลังถอยร่นอย่างตื่นตระหนกไปทางด้านหลังของวังหลวง
“เป็นไปไม่ได้! เหตุใดเสด็จพ่อถึงได้ทอดทิ้งพวกเราแล้วหนีไปเพียงลำพัง”
“เกิดอะไรขึ้นกับเมืองหลวงกันแน่ เหตุใดพวกเราถึงต้องหนีด้วย”
“แล้วสาวงามของข้าจะทำเช่นไร เหตุใดจึงไม่พาพวกนางไปด้วย”
ในขบวน ชายหนุ่มสวมอาภรณ์หรูหราพูดกับองครักษ์ข้างกายด้วยความโมโหฉุนเฉียว
“องค์ชายใหญ่ อย่าได้วุ่นวายไปเลย องค์ราชามีเหตุผลของพระองค์ที่ต้องหนี” ชายในชุดนักพรตสีหน้าเคร่งขรึมก