ัดนี้สามวันผ่านไปแล้ว เจ้ามีข่าวคราวจากแม่ทัพบ้างหรือไม่”
เซินถูร่างกลมป้อมก้าวออกมาจากฝูงชนแล้วคุกเข่าลง จากนั้นเงยหน้าขึ้นกล่าว “ทูลฝ่าบาท ยังไม่มีข่าวคราวจากท่านแม่ทัพเลยพ่ะย่ะค่ะ ข้าคิดว่าเป็นเพราะช่วงนี้ข้างนอกมีพายุหิมะหนัก ทำให้การค้นหาศัตรูเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงทำให้ความคืบหน้าของแม่ทัพล่าช้าไป”
ราชาถ่ามู่ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกท้องพระโรง รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง จึงโบกพระหัตถ์แล้วตรัสว่า “เจ้าถอยไปได้ หากมีข่าวคราวจากแม่ทัพให้รีบมารายงานข้าทันที เพราะหลังจากยึดด่านฟู่เฟิงได้แล้ว ยังต้องให้แม่ทัพไปประจำการที่อื่นอีก”
เซินถูพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ”
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาจากนอกท้องพระโรง ไม่นานนัก ทหารเผ่าถ่ามู่ในชุดองครักษ์ก็วิ่งฝ่าหิมะเข้ามาในท้องพระโรง
“ใครกัน!” ในชั่วพริบตา องครักษ์นับสิบนายก็ชักดาบออกมาขวางผู้มาเยือนจากทั้งสองด้าน ทหารเห็นภาพตรงหน้าก็ตกใจ รีบคุกเข่าลงกับพื้น ร้องตะโกนว่า “ทหารยามเมืองมีเรื่องสำคัญจะรายงานองค์ราชา”
ราชาถ่ามู่ขมวดคิ้วพลางโบกมือ ทหารองครักษ์จึงหลีกทางให้ ทหารยามคลานมาที่ด้านล่างแท่นบัลลังก์ “องค์ราชา กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะรายงาน”
“มีเรื่องอันใด พูดมา”
“ฝ่าบาท มีคนกลุ่มหนึ่งอยู่นอกประตูเมือง ท่าทางดูไม่น่าไว้วางใจ พวกเขาบอกว่าจะมอบของขวัญให้องค์ราชา”
“ไม่น่าไว้วางใจ? ของขวัญ?” ราชาถ่ามู่อึ้งไ