ึงด่านฟู่เฟิงได้ และเมื่อพวกเรายึดด่านฟู่เฟิงได้แล้ว ถึงกองกำลังสนับสนุนของต้าเฉียนมาก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่มองดูพวกเราตั้งทัพอยู่ที่ด่านฟู่เฟิงเท่านั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น ราชาถ่ามู่ก็แย้มพระสรวลที่ไม่ได้เห็นมานานในช่วงนี้ “ดี! เซินต๋าจงนำคำสั่งของข้าไปบอกเหล่านักรบแนวหน้าของเผ่าถ่ามู่ หากสามารถยึดด่านฟู่เฟิงได้ ทรัพย์สินที่ยึดได้จากต้าเฉียนทั้งหมดจะเป็นของพวกเขาเอง ข้าจะไม่เอาแม้แต่น้อย”
เซินต๋าคุกเข่าคำนับในทันที ร้องว่า “ข้าน้อยขอกราบขอบพระทัยแทนเหล่านักรบแนวหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่า ๆ” ข่าวดีที่ยากจะได้ยินนี้ทำให้ราชาถ่ามู่ทรงแย้มพระสรวลอย่างเบิกบาน ขอเพียงแค่สามารถยึดด่านฟู่เฟิงได้ ต่อให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเท่าใดก็คุ้มค่า
ในขณะที่ทรงพระสรวลอยู่นั้น ราชาถ่ามู่ก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่ง รอยแย้มพระสรวลจางลงเล็กน้อย พระองค์ตรัสถามขึ้นมา “เซินถู แม่ทัพบอกเจ้าว่าจะใช้เวลาสามวันในการนำหัวของศัตรูกลับมายังเมืองหลวง บัดนี้สามวันผ่านไปแล้ว เจ้ามีข่าวคราวจากแม่ทัพบ้างหรือไม่”
เซินถูร่างกลมป้อมก้าวออกมาจากฝูงชนแล้วคุกเข่าลง จากนั้นเงยหน้าขึ้นกล่าว “ทูลฝ่าบาท ยังไม่มีข่าวคราวจากท่านแม่ทัพเลยพ่ะย่ะค่ะ ข้าคิดว่าเป็นเพราะช่วงนี้ข้างนอกมีพายุหิมะหนัก ทำให้การค้นหาศัตรูเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงทำให้ความคืบหน้าของแม่ทัพล่าช้าไป”
ราชาถ่ามู่ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกท้องพระโรง รู้ส