ึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง จึงโบกพระหัตถ์แล้วตรัสว่า “เจ้าถอยไปได้ หากมีข่าวคราวจากแม่ทัพให้รีบมารายงานข้าทันที เพราะหลังจากยึดด่านฟู่เฟิงได้แล้ว ยังต้องให้แม่ทัพไปประจำการที่อื่นอีก”
เซินถูพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ”
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาจากนอกท้องพระโรง ไม่นานนัก ทหารเผ่าถ่ามู่ในชุดองครักษ์ก็วิ่งฝ่าหิมะเข้ามาในท้องพระโรง
“ใครกัน!” ในชั่วพริบตา องครักษ์นับสิบนายก็ชักดาบออกมาขวางผู้มาเยือนจากทั้งสองด้าน ทหารเห็นภาพตรงหน้าก็ตกใจ รีบคุกเข่าลงกับพื้น ร้องตะโกนว่า “ทหารยามเมืองมีเรื่องสำคัญจะรายงานองค์ราชา”
ราชาถ่ามู่ขมวดคิ้วพลางโบกมือ ทหารองครักษ์จึงหลีกทางให้ ทหารยามคลานมาที่ด้านล่างแท่นบัลลังก์ “องค์ราชา กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะรายงาน”
“มีเรื่องอันใด พูดมา”
“ฝ่าบาท มีคนกลุ่มหนึ่งอยู่นอกประตูเมือง ท่าทางดูไม่น่าไว้วางใจ พวกเขาบอกว่าจะมอบของขวัญให้องค์ราชา”
“ไม่น่าไว้วางใจ? ของขวัญ?” ราชาถ่ามู่อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามด้วยสีหน้าฉงน “พวกเขาได้บอกหรือไม่ว่าจะมอบสิ่งใด?”
“ของนั้นกระหม่อมนำมาด้วยแล้ว” ทหารยามหยิบห่อรูปทรงกลมออกมาจากด้านหลังด้วยความระมัดระวัง สายตาของทุกคนต่างจับจ้องอยู่ที่ห่อนั้น เพียงแค่แวบเดียว ทุกคนในที่นั้นก็รู้ว่าในห่อมีอะไร เพราะบนห่อมีคราบเลือดติดอยู่มากมาย เห็นได้ชัดว่าเป็นศีรษะคน
เมื่อเห็น ‘ของขวัญ’ ที่ว่านี้ สีหน้าของราชาถ่ามู่ก็มืดครึ้มทันที ก่อ