นอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรงเสียงครางครวญดังระงมไปทั่วลานฝึก ก่อนที่แต่ละคนจะนอนแผ่หลา แขนขากางออกอย่างไร้ระเบียบ จนดูคล้ายกับตัวอักษรไท่“ในขณะที่พวกเจ้ากำลังรู้สึกสบายอยู่นั้น อย่าลืมว่าถึงเวลาอาหารแล้ว ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งก้านธูปในการกินข้าว ถ้าเกินเวลาถือว่าอดข้าวมื้อนี้ไป”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ เหล่าทหารผู้หิวโหยมานานต่างสะดุ้งตกใจ สัญชาตญาณผลักดันให้พวกเขาพยายามลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัวทว่าร่างกายที่อ่อนล้ากลับไม่ยินยอมให้พวกเขาทำเช่นนั้น ขาที่ยังไร้เรี่ยวแรงทรยศเจ้าของ ส่งผลให้พวกเขาล้มระเนระนาดกลับลงไปกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า
เมื่อพวกเขาพยายามจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง กลับพบว่าหลี่เต้าไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขาอีกแล้วร่างสูงของเขาหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่ไยดี มุ่งหน้าไปกินข้าวทันที“จะทำอย่างไรดี ข้าลุกขึ้นยืนไม่ได้เลย!” เสวียปิงพูดด้วยสีหน้าเศร้าหมองจางเมิ่งลูบท้องที่แบนราบของตนเองพลางมองไปทางที่มีการกินข้าวแล้วกัดฟันพูด“ลุกไม่ไหวก็คลานไปเถอะ”
ผ่านไปไม่นาน ภายในค่ายทหารที่ใช้กินข้าวทหารคนอื่น ๆ ในค่ายหวงซาต่างตะลึงเมื่อเห็นจางเมิ่งและคนอื่น ๆ คลานเข้ามาจ้าวถ่งที่กำลังกินอาหารอยู่ก็ตกตะลึงเมื่อเห็นภาพนี้ ก่อนจะหันไปมองที่หลี่เต้าที่นั่งอยู่ตรงข้ามแล้วพูดว่า“ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าแค่อยู่ในสนามฝึกช่วงเช้าเท่านั้น ทหารพวกนี้มีพละกำลังมากพอจะวิ่งทั้งวันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เจ้าทำให้พวกเขาเ