าเหนื่อยแล้ว คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปียินดีแบกรับบาปแห่งราชอาณาจักรที่ล่มสลายไว้”
หลีอี๋มีสีหน้าซับซ้อน “ฝ่าบาท ราษฎรแห่งเฟิ่งเทียนทั่วหล้าหาได้โทษท่านไม่หากมิใช่เพราะท่านขวนขวายอย่างหนัก เฟิ่งเทียนคงพินาศไปนานแล้วและต้องล้มตายกันเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนี้แม้มีภัยแผ่นดิน แต่อย่างน้อยราษฎรก็ยังพออิ่มหน้อยู่”
หลี่หยายิ้มขื่น ไม่ได้รู้สึกปลาบปลื้ม แต่ในใจก็คล้ายปลดปล่อยขึ้นมาบ้างตราบใดยังมีผู้ยินยอมสนับสนุน เขาก็ไม่ต้องแบกภาระไว้เพียงลำพัง
“เรื่องนี้ต้องฝากเจ้าด้วย อย่างไรเจ้าก็เป็นเทวทูตของมรรคาจารย์ ย่อมมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกว่า”หลี่หยากล่าวดด้วยท่าทางจริงจัง
หลีอี๋พยักหน้า ตัดสินใจแน่วแน่ว่า เมื่อกลับไปแล้วจะคิดหาวิธีติดต่อกับมรรคาจารย์ยามดึกดื่น
“อืม ข้าตอบรับแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านั้นข้าต้องแจ้งโอรสสวรรค์แห่งต้าจิ่งให้ทราบล่วงหน้าเตรียมรับพวกเจ้าเป็นแคว้นประเทศราช”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นในใจของหลีอี๋เขาอึ้งไปชั่วครู่ มิคาดว่ามรรคาจารย์สามารถรับฟังคำอธิษฐานในใจได้เขารีบคุกเข่าต่อหน้าพระจันทร์ สำนึกในบุญคุณของมรรคาจารย์
รุ่งเช้าในวันถัดมา เจียงฉางเซิงให้เยี่ยสวินตี๋เป็นผู้แจ้งเรื่องนี้ต่อโอรสสวรรค์เยี่ยสวินตี๋ก็รีบรุดออกเดินทางในทันทีราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนแสดงความประสงค์จะสวามิภักดิ์ เจียงฉางเซิงย่อมไม่ปฏิเสธในไท่ฮวงจำนวนเผ่ามนุษย์ยังมีไม่มากนัก อีกทั้งในเฟิ่งเทียนยังมีผู้ศรัทธาเซ่