งนอกนี่แหละปลอดภัยสุด”
เยี่ยอี้หมิงมีสีหน้าขัดใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมถอยไม่ดึงดันให้มากความ
ไม่กี่อึดใจต่อมา ‘หลัวจู้’ หัวหน้าแผนกโรคติดต่อของโรงพยาบาลประชาชนลั่วเฉิง ผู้รับผิดชอบคุมเขตกักโรคก็เดินเข้ามาประกบ หลังจากลั่วหยางสวมชุดป้องกันมิดชิดแล้ว อีกฝ่ายก็รับช่วงนำทางมุ่งหน้าสู่ห้องผู้ป่วยด้านในทันที
ภายในห้อง ชายวัยกลางคนนอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียง ป้ายประวัติหัวเตียงระบุชื่อ
‘สือเฟย’ อายุ 42 ปี
สายตาของลั่วหยางกวาดมองอย่างรวดเร็ว ข้อมือและข้อเท้าของสือเฟยถูกสายรัดพันธนาการตรึงติดกับโครงเตียงเหล็กอย่างแน่นหนา กันไม่ให้เจ้าตัวดิ้นหลุดเวลาคลุ้มคลั่ง
“น้องชาย ระวังตัวด้วย ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปแตะต้องตัวเขาเด็ดขาด หมอนี่เวลาฟื้นขึ้นมาจะก้าวร้าวแล้วก็อาละวาดหนักมาก” หลัวจู้กำชับเสียงเข้ม
“เข้าใจแล้วครับ” ลั่วหยางตอบเรียบๆ
หลัวจู้หมุนตัวเตรียมจะก้าวออกไป แต่พอถึงหน้าประตูกลับชะงักเท้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ “ว่าแต่น้องชาย คุณถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลไหนเนี่ย”
ลั่วหยางเหยียดยิ้มเย็นชา “ความลับครับ”
หลัวจู้อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่นัยน์ตาจะฉายแววเกรงอกเกรงใจขึ้นมาทันตาเห็น นึกไปไกลว่านี่คงเป็นคนของหน่วยงานลับเบื้องบน “อ้