วยคราบสนิมสีเขียวครึ้ม แต่บางจุดกลับเรืองรองด้วยประกายสีทอง รูปร่างของมันคล้ายคลึงกับหน้ากากแห่งซานซิงตุย ดวงตาปูดโปน โครงหน้าเหลี่ยมตัด เส้นสายทื่อกระด้าง แผ่กลิ่นอายดิบเถื่อนและดุดัน
กลางหน้าผากมีรอยสลักสัญลักษณ์ ‘△’ ตรงกลางเลือนรางคล้ายตัวอักษรโบราณที่อ่านไม่ออก
ต้นตอของพลังวิญญาณ… มาจากไอ้เจ้านี่นี่เอง
“ฉัน… ไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย” เยี่ยจือเอ่ยทำลายความเงียบ
ลั่วหยางดึงสายตากลับมา น้ำเสียงอ่อนโยนลง “คราบน้ำตายังติดหางตาอยู่เลย เช็ดหน่อยเถอะครับ”
หญิงสาวกระดากอาย รีบหันหลังยกมือปาดน้ำตาก่อนจะเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ “นี่ห้องสะสมของอดีตสามีฉันเอง เข้ามาสิ ตอนเขายังอยู่ชอบสะสมของเก่ามาก ส่วนใหญ่ก็เก็บไว้ที่นี่แหละ”
ลั่วหยางเดินตามเข้าไป สายตาปะทะเข้ากับกรอบรูปบนโต๊ะ ชายในรูปอายุราวสามสิบกว่า หน้าตาหล่อเหลาภูมิฐาน
“นั่นสามีฉันเอง พอเห็นหน้าเขา ฉันก็เลย…” พูดไม่ทันจบประโยค ริมฝีปากบางก็สั่นระริก หยาดน้ำตาร่วงเผาะ เธอกัดปากตัวเองแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นสุดฤทธิ์
ลั่วหยางเห็นแล้วอดเวทนาไม่ได้ เขาเผลอยื่นมือไปตบไหล่เธอเบาๆ ปลอบประโลม
“พี่เยี่ย อยากร้องก็ร้องเถอะครับ อย่าฝืนเลย ขืนอั้นไว้จนป่วย