า… เหม่ยฉี ลงมาลองเดินให้ลุงดูหน่อย”
“ค่า!” เด็กน้อยรับคำแข็งขัน สองมือยันเบาะโซฟา หยัดตัวลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง
เยี่ยจือกลั้นหายใจลุ้นจนตัวเกร็ง ขยับเข้าไปใกล้แต่ไม่ได้ยื่นมือประคอง ทำเพียงสแตนด์บายเตรียมรับอยู่เงียบๆ
หวังซุ่นลี่ยืนอึ้งแดก ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากมาตบประจานกลางสี่แยก อุตส่าห์งัดทั้งข่มขู่ทั้งหว่านล้อมสารพัด แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นหัวมันเลย ปฏิบัติกับศาสตราจารย์ระดับประเทศอย่างมันราวกับอากาศธาตุ!
ซ่งเหม่ยฉีค่อยๆ ก้าวขาออกไปอย่างระมัดระวัง ท่อนขาลีบเล็กเกร็งแน่น สองก้าวแรกยังคงเชื่องช้าและดูเก้ๆ กังๆ ทว่าพอถึงก้าวที่สามและสี่ เด็กน้อยก็เริ่มจับจังหวะได้ ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญที่สุด… อาการขากะเผลกหายเป็นปลิดทิ้ง!
“ช้าๆ ลูก ช้าๆ ไม่ต้องรีบ” เยี่ยจือเดินประกบแจ ใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม
แต่เด็กดื้อมีหรือจะฟัง ซ่งเหม่ยฉีซอยเท้าเร็วขึ้นพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “คิกๆ หนูเดินเร็วขนาดนี้ได้แล้ว ไม่ต้องนั่งรถเข็นแล้ว คุณแม่คะ! เราชวนลุงลั่วไปเตะบอลกันดีไหมคะ”
เยี่ยจือถลึงตาใส่ “แม่เนี่ยแหละจะเตะก้นหนูก่อนเพื่อน”
สองพ่อลูกตระกูลซ่งยืนหน้าเขียวคล้ำ ภาพตรงหน้ามันใช่ความสัมพันธ์ระหว่าง