ามากครับ” ก่วนเสียงเฟิงขอบคุณ
“อย่าเรียกข้าว่าช่างหม่า ขาเป๋หม่าฟังสบายหูกว่า เอาล่ะ กลับไปเถอะ ใครอยากเรียน ถึงตอนนั้นก็มา…อีกอย่าง เอาของไปด้วย ข้าไม่เอา” ขาเป๋หม่าคิดง่ายมาก ฟางเจิ้งไม่รับของจากเขา เขาก็ไม่รับของจากคนอื่น ไม่อย่างนั้นความหมายจะเปลี่ยนไป
ท่าทีของขาเป๋หม่าแน่วแน่ สุดท้ายก่วนเสียงเฟิงต้องหิ้วของกลับ แต่มาเจอซ่งเอ้อโก่วที่หน้าประตู ซ่งเอ้อโก่วถามทันที “เกิดอะไรขึ้น? หิ้วของไปแล้วจะหิ้วกลับมาทำไม?”
ก่วนเสียงเฟิงเล่าให้ฟังแล้ว ซ่งเอ้อโก่วยิ้ม “ง่าย ไป ไปบ้านฉัน!”
“ไปทำไม?” ก่วนเสียงเฟิงทำหน้าแปลกใจ
“วางเหล้าไง แกเชิญเขาไม่กิน ฉันเชิญเขากินแน่ ถึงตอนนั้นก็นั่งคุยกัน แกจะพูดอะไรก็พูด…” ซ่งเอ้อโก่วลากก่วนเสียงเฟิงไป และถือโอกาสหยิบเหล้าบุหรี่และกับข้าวในมือก่วนเสียงเฟิงวิ่งไปด้วย
ก่วนเสียงเฟิงเอ่ยด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ “ขอบคุณมาก” เอ่ยปลงในใจอีกว่า ‘ใครว่าคนบนโลกนี้ไม่มีน้ำใจ? นี่ไม่ใช่น้ำใจ? แม่ง เมื่อก่อนเราแม่งขยะจริงๆ…’
แต่ก่วนเสียงเฟิงไม่เห็นว่าซ่งเอ้อโก่วกำลังลูบขวดสุรา ดวงตาเปล่งประกาย…นี่มันสุราขวดละหลายร้อยหยวน!
ซ่งเอ้อโก่วออกหน้าเชิญขาเป๋หม่าและพวกหวังโอ้วกุ้ยมากันหมด